Wednesday, March 29, 2017

ช็อกหนัก ! ชาวบ้านอินโดฯ ผ่าท้องงูยักษ์ ผงะเจอศพเพื่อนที่หายไปอยู่ในท้องงูทั้งตัว




          ชาวบ้านอินโดฯ ผ่าท้องงูหลามยักษ์นอนอืดอยู่หลังสวน ผงะเจอศพเพื่อนที่หายไปอยู่ในท้องงูทั้งตัว คาดถูกเขมือบตั้งแต่คืนที่หายไป ชี้มีคนได้ยินเสียงกรีดร้องในคืนดังกล่าว

           เป็นเหตุสุดช็อกที่ถูกแชร์ต่อทั่วโลกออนไลน์ของหลายประเทศในขณะนี้ สำหรับคลิปชาวบ้านผ่าท้องงูเหลือมยักษ์แล้วเจอศพคนอยู่ภายในท้องงู ซึ่งเบื้องต้นทราบข้อมูลเพียงเหตุดังกล่าวน่าจะเกิดในประเทศอินโดนีเซีย [อ่านข่าว : สุดช็อก โซเชียลนับล้านแห่พิสูจน์คลิปผ่าท้องงูยักษ์ ผงะเจอศพคนทั้งตัว]

           ขณะที่ล่าสุด (28 มีนาคม 2560) เว็บไซต์เดลี่เมล ได้เผยรายละเอียดของเหตุการณ์ที่ปรากฏในคลิปช็อกดังกล่าว พบว่าผู้เสียชีวิตที่ถูกพบเป็นศพในท้องงูนั้นก็คือ อักบาร์ ซาลูบิโร วัย 25 ปี ชาวบ้านในหมู่บ้านชนบทของจังหวัดสุลาเวสีตะวันตก บนเกาะสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย ที่หายตัวไปตั้งแต่คืนวันที่ 26 มีนาคม ที่่ผ่านมา หลังออกจากบ้านไปเก็บน้ำมันปาล์มในสวน

           ร่างของเขาถูกพบในช่วงเย็นวันต่อมา ภายหลังจากเพื่อน ๆ และญาติพี่น้องไม่เห็นเขากลับมาบ้าน จึงได้ร่วมกันออกตามหา จนมาพบงูเหลือมยักษ์ลำตัวยาว 7 เมตร ที่นอนแผ่อยู่หลังสวนของอักบาร์ ด้วยความกังวลว่างูตัวนี้อาจเป็นสาเหตุการหายตัวไปของอักบาร์ พวกเขาจึงตัดสินใจใช้มีดล่าสัตว์เล่มใหญ่ผ่าท้องมันเพื่อพิสูจน์ แล้วก็ได้พบภาพชวนสะพรึงเมื่อร่างของอักบาร์ค่อย ๆ เคลื่อนออกมาจากท้องงูที่ถูกผ่า 

          ด้านเพื่อนบ้านที่รู้จักกันเผยว่า อักบาร์ได้ออกจากบ้านตอนดึกเพื่อไปเก็บน้ำมันปาล์ม หลังจากเขาไม่กลับมาผู้คนก็เริ่มออกตามหา ในขณะที่ภรรยาของอักบาร์เพิ่งจะได้ทราบข่าวร้ายและเจอศพของสามีในตอนที่คลิปดังกล่าวถูกแชร์บนโลกออนไลน์ 

           ขณะที่เลขาหมู่บ้านเล่าว่า มีคนได้ยินเสียงร้องปริศนาดังมาจากสวนปาล์มในคืนก่อนที่ร่างของอักบาร์จะถูกพบในท้องงู รองเท้าบูทที่เขาสวมในคืนนั้นก็ยังถูกเจอในท้องงูด้วยเช่นกัน เป็นไปได้ว่าเขาจะถูกงูรัดและกลืนลงท้องทั้งตัวในคืนนั้น  

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Ade
https://hilight.kapook.com/view/151071

Thursday, March 16, 2017

รู้จักกับเกาะมิกิงโก เกาะที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในโลก จนได้ฉายา เกาะหุ้มเหล็ก




         พาไปรู้จักเกาะมิกิงโก (Migingo) ดินแดนสวรรค์ของนักตกปลา อันได้ชื่อว่าเป็นเกาะที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในโลก ทั้งเกาะมองเห็นแต่เหล็กสังกะสีของหลังคา จนได้ฉายา เกาะหุ้มเหล็ก

          เกาะมิกิงโก (Migingo) เป็นเกาะขนาดเล็กจิ๋ว เหนือทะเลสาบวิกตอเลีย ในประเทศเคนยา ทวีปแอฟริกา มีพื้นที่โดยรวมทั้งเกาะแค่ประมาณ 1,980 ตารางเมตร มีผู้พักอาศัยทั้งหมด 131 ครัวเรือน รวมแล้วมีประชากรทั้งสิ้นราว 1,000 คน อันทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นเกาะที่ได้ชื่อว่า มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในโลก เว็บไซต์อ็อดดิตี้เซนทรัล  ได้หยิบเรื่องราวน่าสนใจนี้มาเผยให้ได้ชมเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2560 โดยเผยว่า เกาะมิกิงโก แห่งนี้ถูกเรียกว่าเป็น Iron Clad Island หรือ เกาะหุ้มเหล็ก เนื่องจากมองรวม ๆ แล้วส่วนใหญ่จะเห็นแต่หลังคาบ้านของชาวบ้านที่เป็นเหล็กสังกะสีปกคลุมทั่วทั้งเกาะ

          สำหรับประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเกาะแห่งนี้ที่มาค่อนข้างไม่ชัดเจนนัก จากข้อมูลหนึ่งระบุว่า ผู้บุกเบิกเกาะแห่งนี้คือ ดัสมัส เท็มโบ และจอร์จ เคียบเบ ชาวประมงชาวเคนยา ที่เริ่มเข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐานตั้งแต่ปี 2534 ขณะที่อีกข้อมูลระบุว่า โจเซฟ อันซูบูกา ชาวอูกันดา เป็นผู้มาที่เกาะแห่งนี้เป็นคนแรก ก่อนจะมีเพื่อนชาวประมงมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งทั้งสองเรื่องราวนี้ ทำให้เกิดการขัดแย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ในการถือครองที่ดินบนเกาะแห่งนี้มายาวนานระหว่างประเทศเคนยากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอูกันดา 

 
          โดยหลักการทางภูมิศาสตร์แล้ว เกาะมิกิงโก ตั้งอยู่ในเขตของประเทศเคนยา แต่ทางชาวอูกันดา ได้กล่าวอ้างว่า ชาวประมงบนเกาะได้ล่วงล้ำเข้าไปหาปลาในน่านน้ำของอูกันดา ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากชายฝั่งของเกาะเพียง 500 เมตร จนกลายเป็นสงครามเล็ก ๆ ของแอฟริกา (Africa’s smallest war) เกิดขึ้น ซึ่งปมปัญหาความขัดแย้งของทั้ง 2 ประเทศนั้นมีมาเรื่อย ๆ จนมาถึงจุดเดือดในปี 2551 เมื่อทางอูกันดาส่งหน่วยทหารไปเข้ายึดพื้นที่และสั่งอพยพชาวประมงบนเกาะ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความตรึงเครียดอยู่นานหลายปีหลังจากนั้น

          กระทั่งในปี 2559 ประเทศอูกันดาและเคนยา ได้ยอมเจรจาทำข้อตกลง ว่า ทั้ง 2 ประเทศจะมีสิทธิ์เรียกเก็บภาษีจากชาวประมงที่อาศัยอยู่บนเกาะ และแต่ละประเทศจะต้องส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจขึ้นไปป้องกันการโจมตีเกาะจากโจรสลัด ทำให้ตอนนี้ทั้งชาวเคนยาและชาวอูกันดาสามารถอยู่บนเกาะเกาะแห่งนี้ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

          หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2552 หลังจากทางอูกันดาส่งทหารมายึดเกาะนั้น จากการสำรวจสำมะโนประชากรอย่างเป็นทางการระบุว่า มีทั้งหมด 131 ครัวเรือน ส่วนจำนวนประชาชนผู้พักอาศัยนั้นมีสูงถึงกว่า 1,000 ชีวิต ซึ่งนับว่าสูงมากสำหรับการอาศัยอยู่ในพื้นที่เท่านั้น จากนั้นเรื่อยมาก็ยังมีชาวประมงทั้งจากเคนยา อูกันดา และแทนซาเนีย แห่เข้ามาตั้งรกรากบนเกาะแห่งนี้ อันได้ชื่อว่าสรรค์ของนักตกปลาจนแออัด ทำให้ไม่สามารถควบคำจำนวนประชากรได้ ทุกพื้นที่มีแต่บ้านเรือนชาวประมงขึ้นติด ๆ กันหนาแน่น จนแทบจะไม่มีทางเดิน

          แต่สิ่งที่หน้าประหลาดใจไม่น้อยคือ เกาะที่มีชื่อว่า ยูซิงโก (Usingo) ที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร และมีขนาดใหญ่กว่าเกาะมิกิงโก กลับไม่มีประชาชนไปอาศัยอยู่เลย เมื่อเปรียบเทียบภาพกันแล้วน่าสงสัยเป็นอย่างมาก ซึ่งได้มีตำนานเล่าขานว่า สาเหตุที่เกาะแห่งนั้นไม่มีใครกล้าเข้าไปอยู่เพราะว่า เป็นที่สิงสถิตของวิญญาณร้าย ไม่มีชาวประมงคนไหนกล้าย่างกรายเข้าไปเหยียบ และถึงแม้จะเป็นแค่เรื่องเล่า แต่ก็ทำให้ทุกคนที่นั่นเชื่อและเลือกที่จะอยู่บนเกาะที่แออัดมากกว่าจะย้ายไป

          สำหรับเรื่องความปลอดภัย แม้ว่าจะมีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจของทั้งอูกันดาและเคนยาเข้าไปดูแลความเรียบร้อย แต่ก็ยังมีเหตุโจรสลัดเข้ามาปล้นอยู่  ส่วนใหญ่จะจ้องเข้ามาในตอนกลางคืน เพื่อขโมยเรือและเครื่องยนต์ของชาวประมง และมีบางครั้งที่ลงมือฆ่าชาวบ้านชาวประมงที่ไปขัดขวาง แต่ทั้งนี้ก็ไม่บ่อยและไม่รุนแรงมากเท่าในอดีต

          ปัจจุบัน เกาะมิกิงโก แห่งนี้ ยังคงได้ชื่อว่าเป็นเกาะที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อาจจะได้ชื่อนี้อยู่อีกไม่นาน อันเนื่องมาจากประชากรที่หนาแน่น ก็ทำให้ทรัพยากรลดน้อยลง และผู้คนก็เริ่มอพยพออกไปหาทำเลจุดหาปลาใหม่ ๆ มากขึ้น


ภาพจาก dalafm.co.ke, amusingplanet.com
https://hilight.kapook.com/view/150496

Tuesday, March 7, 2017

หญิงป่วยมะเร็งเขียนบทความแนะนำสามี หวังให้เขารักใครอีกครั้ง เมื่อเธอไม่อยู่แล้ว




         หญิงป่วยมะเร็งเขียนบทความแนะนำสามี หวังให้เขารักใครอีกครั้ง เมื่อถึงวันที่เธอไม่อยู่แล้ว บอกเล่าเรื่องราวของเขาที่เธอประทับใจ จนกลายเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์

          ในขณะที่ใครหลายคนต่างวาดภาพของตัวเองในอนาคตไว้ล่วงหน้า แต่สำหรับใครบางคนที่รับรู้ว่าตัวเองคงเหลือเวลาอยู่อีกไม่นานแล้ว สิ่งที่เธอให้ความสำคัญยิ่งกว่าอนาคตของตัวเอง เห็นจะเป็นอนาคตของคู่ชีวิตผู้แสนดี ที่เธออยากให้เขาได้พบและรักกับใครอีกครั้งภายหลังจากที่เธอจากไป ไม่ต้องทนเหงาในวันคืนของเขาหลังจากนี้

          และนั่นเองจึงเป็นเหตุผลที่ เอมี่ โครูซ โรเซนธัล วัย 51 ปี นักเขียนหนังสือภาพสำหรับเด็กจากสหรัฐฯ ตัดสินใจที่จะเขียนบทความพิเศษ หวังแนะนำให้ทุกคนและสาวคนใดก็ตามที่มองหาชายในฝัน ได้มีโอกาสได้รู้จักกับสามีผู้แสนดีของเธอ โดยได้ลงบทความสุดพิเศษนั้นไว้ผ่านคอลัมน์ "Modern Love" ของเว็บไซต์นิวยอร์กไทมส์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2560 ซึ่งหลังจากบทความดังกล่าวถูกเผยแพร่เพียงไม่นาน มันก็ได้กลายมาเป็นไวรัลที่ชาวเน็ตต่างให้ความสนใจกันในขณะนี้


          โดยในบทความเรื่อง "คุณอาจจะต้องการแต่งงานกับสามีของฉัน" เอมี่ เริ่มจากการบอกเล่าเรื่องราวของตัวเธอ ที่เริ่มจะมีเรี่ยวแรงลดลงทุกที หลังต้องทนอยู่โดยไม่ได้ทานอาหารที่สมเป็นอาหารจริง ๆ มา 5 สัปดาห์แล้ว แถมยังต้องใช้มอร์ฟีนระงับอาการเจ็บปวด เธอยังเล่าว่าตัวเองได้แต่งงานกับผู้ชายแสนวิเศษมานานถึง 26 ปีแล้ว และยังมีแผนจะใช้เวลาอยู่กับเขาอีกอย่างน้อย 26 ปีข้างหน้า

          อย่างไรก็ตาม.. มันกลับกลายเป็นตลกร้าย หลังจากในวันที่ 5 กันยายน 2558 เธอกับสามีได้เข้าไปในห้องฉุกเฉินด้วยกัน เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการปวดอย่างผิดปกติที่ท้องด้านขวาของเธอ ก่อนที่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงเธอจะได้ทราบว่าตัวเองไม่ได้เป็นไส้ติ่งอักเสบเหมือนที่คาด แต่เธอกำลังเป็นมะเร็งรังไข่

         เธอและสามีได้กลับบ้านในเช้าวันรุ่งขึ้นท่ามกลางความช็อก แม้การดำเนินชีวิตโดยทั่วไปของครอบครัวจะเหมือนเดิม แต่ก็มีหลายอย่างที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีทริปครอบครัวในแอฟริกาใต้อย่างที่หวัง ทริปในฝันกับแม่ของเธอก็ต้องถูกยกเลิก อย่างไรก็ตามในที่สุดเธอก็ตัดสินใจนึกถึงแผนบี ของชีวิต นั่นก็คือการอยู่กับปัจจุบัน และคิดถึงอนาคต ด้วยเหตุนี้เธอจึงอยากแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับสุภาพบุรุษชื่อ เจสัน ไบรอัน โรเซนธัล

          เอมี่ เผยว่า เจสันเป็นผู้ชายสบาย ๆ ที่ตกหลุมรักกับเธอในวันหนึ่งเมื่อ 26 ปีก่อน เธอยังเล่าย้อนความทรงจำที่ได้พบกันครั้งแรก และบอกด้วยว่าแม้ตัวเองจะไม่เล่นโซเชียล แต่เธอก็จะสร้างโปรไฟล์เล็ก ๆ ให้เขา โดยอ้างอิงข้อมูลจากประสบการณ์ของเธอที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับเขามา 9,490 วัน

          นักเขียนหญิงแนะนำข้อมูลเบื้องต้นของสามีเธอ ทั้งน้ำหนัก ส่วนสูง และสีผม เผยว่าเขาเป็นทนายที่มีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว ชอบวาดรูป ชอบฟังเพลง รู้จักแต่งตัวจนบางครั้งลูกชายทั้ง 2 คนยังมายืมเสื้อผ้าของเขา เขายังทำอาหารเก่ง เป็นผู้ชายที่โรแมนติก ถึงขนาดซื้อดอกไม้มาให้แก่เธอในครั้งแรกที่เธอไปอัลตราซาวด์ตอนตั้งครรภ์ แน่นอนว่าเขายังเป็นพ่อที่ดีของลูก ๆ อีกด้วย

          ทั้งนี้เธอยังทิ้งท้ายอีกด้วยว่า หากสาว ๆ คนไหนมองหาความฝัน และอยากจะหาเพื่อนร่วมเดินทาง เจสันก็คือผู้ชายของคุณ หากว่าเขาดูเหมือนเจ้าชายและความสัมพันธ์ของเราเป็นเหมือนเทพนิยาย นี่ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ไกลเกินสำหรับคุณ เว้นเพียงเรื่องที่ตัวเธอเป็นมะเร็งเท่านั้น

          แน่นอนว่าเธอยังอยากจะมีเวลาร่วมกับเจสันมากกว่านี้ อยากจะอยู่กับลูก ๆ มากกว่านี้ อยากมีเวลาทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น แต่เรื่องเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้น เธออาจจะมีเวลาเหลืออีกเพียงไม่กี่วันบนโลกนี้ ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจเขียนบทความนี้ขึ้นในวันวาเลนไทน์ เพื่อเป็นของขวัญที่เธอหวังว่าจะมีคนที่ใช่มาอ่าน แล้วพบกับเจสัน เพื่อที่เรื่องราวความรักอีกเรื่องหนึ่งจะได้เริ่มต้นขึ้น


ภาพจาก เฟซบุ๊ก Amy Krouse Rosenthal
ข้อมูลจาก nytimes.com, chicagotribune.com
https://hilight.kapook.com/view/150050

Monday, March 6, 2017

ตูบพิทบูลกลายเป็นฮีโร่ ช่วยชีวิตเด็กชายไว้ได้ หลังถูกแม่ใจร้ายพามาฆ่าให้จมน้ำตาย




         สลดหนัก แม่ใจยักษ์พาลูกชาย 2 คนไปฆ่า จับกดให้จมน้ำตาย แต่โชคดีอย่างเหลือเชื่อ มี 1 คนรอดชีวิตมาได้ เพราะเจ้าตูบพิทบูลช่วยชีวิตไว้

          จากรายงานของเว็บไซต์เมโทร เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2560 ระบุว่า หญิงวัย 27 ปีรายหนึ่ง ซึ่งไม่เปิดเผยชื่ออันเนื่องมาจากเหตุผลทางกฎหมาย ได้พาลูกชาย 2 คน อายุ 9 ขวบ และ 5 ขวบ ซึ่งเป็นเป็นพี่-น้องต่างพ่อ ไปที่บริเวณแม่น้ำเมอร์เรย์ ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เพื่อตั้งใจฆ่าอย่างเลือดเย็น


          ภายหลังจากพาลูกชายทั้ง 2 คน ไปถึงที่แม่น้ำจุดเกิดเหตุ หญิงรายดังกล่าวได้จัดการนำลูกชายคนโตวัย 9 ขวบ ลงไปในน้ำ จากนั้นก็จับหัวของเขากดลงไปในน้ำ ตั้งใจจะให้ขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต ต่อหน้าต่อตาลูกชายคนเล็กวัย 5 ขวบ ที่เมื่อได้เห็นเช่นนั้นก็กรีดร้องออกมาด้วยความตกใจกลัว ทางหญิงผู้เป็นแม่จึงนำตัวลูกชายคนเล็กจับกดลงไปในน้ำด้วย

  
        จากรายงานระบุว่า มีผู้พบเห็นเด็กชายคนเล็กครั้งสุดท้ายขณะที่ร่างกำลังลอยไปตามน้ำ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยทีมกู้ภัยให้นำกำลังมาช่วยค้นหา จนในที่สุดก็พบศพ ซึ่งทางทีมกู้ภัยเปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่เลวร้ายสุด ๆ เขายังเด็กอยู่มาก เห็นแล้วรู้สึกสลดและสะเทือนใจอย่างที่สุด

          ขณะที่พี่ชายคนโต เคราะห์ดีอย่างไม่น่าเชื่อ สามารถรอดชีวิตมาได้ เพราะในขณะที่เกิดเหตุ อยู่ ๆ ก็มีสุนัขพิทบูลตัวหนึ่งเข้ามาขัดขวางแม่ใจยักษ์ พร้อมทั้งจู่โจมเข้าทำร้ายจนเธอต้องหนีไป โดยเด็กชายได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และได้รับการรักษาจนหายกลับมาเป็นปกติแล้ว

          ภายหลังก่อเหตุ หญิงรายดังกล่าวได้เข้าไปมอบตัวที่สถานีตำรวจในบริเวณใกล้เคียง ก่อนจะถูกจับดำเนินคดีในข้อหาจงใจฆาตกรรม ซึ่งจากรายงานระบุว่า หญิงรายดังกล่าวนี้เพิ่งจะถูกปล่อยตัวออกมาจากคุกได้เพียงเดือนเดียว ก่อนจะมาก่อเหตุในครั้งนี้

          ขณะที่ทางทนายของผู้ต้องหา เปิดเผยว่า เธอมีอาการสับสนและเสียใจ อย่างไรก็ดี ภายหลังพยานปากสำคัญซึ่งเป็นเพื่อนกับหญิงรายดังกล่าว ได้ให้การว่า ได้ยินผู้ต้องหาพูดว่า "จะให้ลูกจมน้ำตาย"

          ขณะที่ด้านตาและยายของเด็กชายทั้งคู่ เปิดเผยว่า เคยแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่หน่วยงานดูแลครอบครัวและเด็ก ถึงความเสี่ยงอันตรายของเด็กที่ต้องอยู่ในความดูแลของแม่ที่เพิ่งออกมาจากคุก แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการใด ๆ ก่อนจะนำมาสู่โศกนาฏกรรมในครั้งนี้

ภาพจาก klix.ba
https://hilight.kapook.com/view/150029

Friday, March 3, 2017

ช็อก ! หญิงอินเดียถูกเผาทั้งเป็น หลังหมอวินิจฉัยพลาด ประกาศว่าตายแล้ว




          เปิดคดีสุดช็อก สามีจัดงานศพภรรยาเพราะหมอประกาศว่าตายแล้ว ก่อนมารู้ภายหลังว่า ภรรยาตายเพราะถูกเผา ด้านญาติซัดสามีจงใจฆ่า ขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาข้อเท็จจริง

          เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2560 เว็บไซต์เดลี่เมล เผยรายงานระบุว่า ราชนา ซิโซเดีย หญิงชาวอินเดียวัย 24 ปี ถูกประกาศว่าเสียชีวิตด้วยอาการปอดติดเชื้อ โดยแพทย์จากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองเกรทเทอร์ นอยด้า รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย ทาง เดเวช ชูดฮารี สามีของเธอ พร้อมเพื่อน จึงได้รับร่างของเธอออกจากโรงพยาบาลเวลา 01.27 น. มุ่งหน้าไปยังเมืองอลิการ์เพื่อไปจัดงานศพ และทำพิธีเผาศพในเวลา 08.00 น.

          จากรายงานระบุว่า ระหว่างพิธีศพ มีบางคนดึงร่างเธอออกมาจากจุดที่ทำการเผา เพราะเชื่อว่า เธอยังไม่เสียชีวิตและถูกเผาทั้งเป็น จากนั้นศพของเธอที่ถูกเผาไปบางส่วนได้ถูกส่งไปชันสูตรใหม่อีกครั้ง ซึ่งผลออกมาพบว่า มีเศษชิ้นส่วนจากการเผาไหม้เข้าไปอยู่ในลมหายใจและปอดของศพ นั่นหมายความว่าระหว่างที่ถูกเผาเธอยังคงมีลมหายใจอยู่ สรุปได้ว่า ศพดังกล่าวไม่ได้เสียชีวิตจากอาการปอดติดเชื้อ แต่มาจากอาการช็อกเพราะถูกเผาทั้งเป็น

          ด้านญาติของหญิงผู้ตาย หลังจากทราบเรื่อง ก็ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ โดยกล่าวว่า เดเวช สามีของราชนา และคนอื่นอีก 10 คน มีส่วนในการล่วงละเมิดทางเพศ ราชนา ก่อนจะจัดการฆ่าด้วยการเผาศพ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้เร่งดำเนินการสืบสวน แต่ยังไม่พบตัวสามีของราชนาและบุคคลอื่น ๆ ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องในขณะนี้

          ขณะที่ เดเวช สามีของราชนา ที่ถูกทางญาติแจ้งความกล่าวหา ได้ออกมาเปิดเผยกับสื่อแต่ไม่ระบุตำแหน่งที่อยู่ว่า ตนถูกญาติของภรรยาใส่ร้าย เพราะหวังที่จะได้ทรัพย์สินของเขา

          อย่างไรก็ดี แพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งแรกที่ประกาศการเสียชีวิตของราชนา ยังคงยืนยันว่าเธอเสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาล อันเนื่องมาจากสาเหตุปอดติดเชื้อ ขณะเดียวกันทีมแพทย์ที่ชันสูตรพลิกศพของเธอหลังจากถูกเผา ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่า ศพดังกล่าวนั้นจะใช่ ราชนา จริง ๆ หรือไม่ โดยในขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการนำเศษชิ้นส่วนกระดูกไปตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ซึ่งรายงานไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าจะทราบผลเมื่อไร

ภาพจาก proudlytunes.com
https://hilight.kapook.com/view/149938