Monday, January 16, 2017

เหมียวแก่ถูกทิ้งขว้างจนขนจับเป็นก้อนหนา ได้มีชีวิตใหม่สุดไฉไล สุขใจจริงเลย




แมวเปอร์เซียแก่วัย 9 ปีถูกเลี้ยงอย่างทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ขยับตัวไปไหนก็ลำบากเพราะขนจับเป็นก้อนหนา ล่าสุดได้รับความช่วยเหลือ ตัดขนสกปรกทิ้งไป มีชีวิตใหม่เรียบร้อยแล้ว

          ลุงซินแบด แมวพันธุ์เปอร์เซียเพศผู้สีขาว ถูกพบในห้องใต้ดินของบ้านหลังหนึ่งในรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซินแบดอยู่ในสภาพน่าเวทนามาก เนื่องจากมันถูกปล่อยปละละเลยจนขนจับเป็นก้อนหนา หนักกว่า 2 กิโลกรัม

  
        เรื่องราวของซินแบดถูกเปิดเผยโดยเว็บไซต์เดอะโดโด้เมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา ซินแบดไม่ใช่แมวจรจัดที่ไหน มันเป็นแมวที่มีเจ้าของ แต่เจ้าของของมันเป็นชายชราอายุมากแล้ว ซึ่งเขาแทบจะไม่มีเวลามาใส่ใจเลี้ยงดูมัน จนนานวันเข้าจึงอยู่ในสภาพเลวร้ายดังกล่าว

 
          เมื่อชายชราผู้เป็นเจ้าของซินแบดไม่สามารถดูแลมันต่อไปไหว เขาตัดสินใจยกมันให้กับกลุ่มดูแลและปกป้องสัตว์ในชิคาโก เพื่อนำไปดูแลและหาเจ้าของใหม่ต่อไป เจ้าหน้าที่จากกลุ่มดูแลฯ ได้นำตัวซินแบดมาที่กลุ่ม พวกเขาได้ช่วยกันตัดขนสกปรกที่จับเป็นก้อนสังกะตังหนาหนักออกให้มัน ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมงกว่าจะสำเร็จลุล่วงไปได้

  
         หลังจากได้รับการตัดขน ซินแบดก็เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อไม่มีขนสกปรกแล้วมันดูราวกับแมวตัวใหม่ สะอาดเอี่ยมอ่องและน่ารักอย่างมาก

          "ซินแบดเป็นแมวแก่แล้ว และมันก็ดูอ่อนเพลียมาก ตอนที่ตัดขนออกไปได้มันไม่ชินเลยครับ มันแบกขนหนัก ๆ มานานมาก แข้งขามันอ่อนเปลี้ยไปหมด ต้องใช้เวลาสักพักล่ะครับ กว่ามันจะปรับตัวและเดินได้เป็นปกติ" แบรดลีย์ หนึ่งในเจ้าหน้าที่ของกลุ่มดูแลสัตว์ กล่าว

  
             ในขณะนี้เจ้าซินแบดมีเจ้าของใหม่เรียบร้อยแล้ว เอเลียต แซร์ราโน ตกหลุมรักมันอย่างจังและรับมันไปเลี้ยง และตอนนี้มันมีชีวิตที่ดีมาก "มันน่ารักมากครับ ตอนนี้มันแข็งแรงดีแล้วและก็ร่าเริงทีเดียว ตอนแรกที่มาถึงบ้านผม มันเงียบมาก ไม่ค่อยเล่น ตอนนี้น่ะเหรอ วิ่งเล่นทั่วบ้านเลยครับ แถมยังชอบของเล่นอีกด้วยนะ" เอเลียต กล่าว

  
            ถึงแม้ว่าใบหน้าของซินแบดอาจจะดูไม่แฮปปี้เท่าไร แต่ตอนนี้สามารถบอกได้เลยว่าเจ้าแมวเปอร์เซียชราตัวนี้ มีชีวิตใหม่ที่สดใสและมีความสุขมาก มันได้รับความรักจากคนที่ใส่ใจดูแลมันจริง ๆ แล้ว และที่เห็นได้ชัดก็คือ ซินแบดดูเด็กลงไปเยอะ ดูผ่าน ๆ แล้วเหมือนแมววัยรุ่นเลยทีเดียว









http://pet.kapook.com/view164397.html


Friday, January 13, 2017

โอมยาคอน หมู่บ้านที่หนาวที่สุดในโลก อุณหภูมิ -35 องศา ต่ำได้สุดถึง -71.2 องศา




           เผยข้อมูลสภาพอากาศล่าสุดของ โอมยาคอน หมู่บ้านที่หนาวที่สุดในโลก ที่อุณหภูมิต่ำสุดถึง -71.2 องศา ขณะนี้ (13 มกราคม 2560) อุณหภูมิต่ำลงถึง -35 องศาแล้ว

           โอมยาคอน (Oymyakon) เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในสาธารณรัฐยาคูเตีย ของรัสเซีย แถบขั้วโลกเหนือ ซึ่งเป็นชุมชนที่ได้ชื่อว่า เป็นพื้นที่หนาวเหน็บที่สุดในโลก โดยมีค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิอยู่ที่ -50 องศาเซลเซียล และอุณหภูมิต่ำสุดที่เคยวัดได้อยู่ที่ -71.2 องศาเซลเซียส เมื่อปี 1924 (พ.ศ. 2467) 


           และล่าสุด วันที่ 13 มกราคม 2560 ทางเว็บไซต์ The Weather ได้เปิดเผยข้อมูลสภาพอากาศของหมู่บ้านโอมยาคอน ว่า ขณะนี้อุณหภูมิโดยรวมอยู่ที่ -35 องศาเซลเซียส นับว่าเป็นครึ่งหนึ่งของสถิติอุณหภูมิสูงสุดของหมู่บ้าน

 
           สำหรับที่หมู่บ้านแห่งนี้ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 500 คน ทุก ๆ คนที่อยู่อาศัยในพื้นที่จะต้องปรับตัวเผชิญกับสภาพอากาศที่โหดร้าย และต่อสู้ทนต่อความหนาวเหน็บ ซึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ยังคงเข้าถึงได้น้อย ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงต้องใช้วิธีจุดถ่านและฟืนเป็นช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย นอกจากนี้ยังมีบ้านบางหลังที่สร้างห้องน้ำแยกไว้ใช้นอกบ้านอยู่

  
             ทั้งนี้เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเหน็บเช่นนี้จึงทำให้ไม่มีพืชกินได้ชนิดใดที่เจริญเติบโต อาหารหลักของชาวบ้านจึงเป็นเนื้อสัตว์ อันได้แก่ เนื้อกวางเรนเดียร์และเนื้อม้า ซึ่งเหตุผลที่ผู้คนเหล่านี้ไม่เป็นโรคขาดสารอาหาร ทางแพทย์เผยว่า เนื่องจากในนมของสัตว์ดังกล่าวนี้มีสารอาหารที่จำเป็นมากเพียงพอต่อความต้องการ











ภาพจาก Amos Chapple / weather.com
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก weather.com, dailymail.co.uk
http://hilight.kapook.com/view/147783

Monday, January 9, 2017

เปิดคดีโหด แม่ให้แฟนหนุ่มข่มขืนลูกเลี้ยงสาว ก่อนฆ่าหั่นศพอำพรางคดี




         เปิดคดีโหด แม่ให้แฟนหนุ่มข่มขืนลูกเลี้ยง ตอบสนองความสุขของตัวเอง ก่อนลงมือสังหารโหด-หั่นศพอำพรางคดี สุดท้ายไม่รอด โดนข้อหาหนักอาจเจอโทษถึงประหาร

          วันที่ 8 มกราคม 2560 เว็บไซต์มิเรอร์ มีรายงานเหตุชวนสลดที่เกิดขึ้นในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แถลงการจับกุม นางซาร่า แพ็กเกอร์ วัย 41 ปี และนายจาค็อบ ซัลลิแวน วัย 44 ปี หลังทั้งคู่ร่วมกันก่อเหตุทำร้ายร่างกาย ข่มขืน วางยา สังหารโหดลูกเลี้ยงวัย 14 ปี และหั่นศพอำพรางคดี

          โดยนายจาค็อบยอมรับสารภาพว่า ตนและนางซาร่าได้วางแผนที่จะลงมือสังหารลูกเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2558 กระทั่งสบโอกาสในวันที่ 8 กรกฎาคมปีที่แล้ว พวกเขาจึงนำตัวเด็กหญิงวัย 14 ปี ที่หลับอยู่ในชุดนอน ขึ้นรถขับออกจากบ้านในเมืองแอบบิ้งตัน ไปยังบ้านอีกหลังในเขตบัคส์ เคาน์ตี้ เมื่อถึงที่หมายเขาก็เริ่มทำร้ายร่างกายเด็กหญิงด้วยการทุบเข้าที่ใบหน้าหลายครั้ง ก่อนจะพาตัวเด็กหญิงไปข่มขืน โดยมีแม่เลี้ยงของเด็กยืนดูอยู่เพื่อตอบสนองความสุขทางเพศของตัวเอง 

          จากนั้นแม่เลี้ยงของเด็กก็ได้นำยาแก้ปวดมาให้เด็กกิน อ้างว่าจะช่วยลดความเจ็บปวดจากการถูกทำร้ายได้ อย่างไรก็ตามนางซาร่าบังคับให้เด็กกินยาเกินขนาด ก่อนจะจับตัวเด็กมัดและปิดปาก ทิ้งไว้ให้ตายอยู่ในห้องใต้หลังคาร้อน ๆ แต่เมื่อพวกเขาพบว่าเด็กยังไม่ตาย นายจาค็อบจึงบีบคอเด็กจนขาดอากาศหายใจตาย

  
        หลังก่อเหตุทั้งหมด พวกเขาได้พยายามอำพรางกลิ่นของศพและทิ้งไว้ที่ห้องใต้หลังคา ก่อนที่นางซาร่าจะเข้าไปแจ้งความว่าลูกเลี้ยงหายตัวออกจากบ้านไป จากนั้นอีก 3 เดือนต่อมา เธอและนายจาค็อบก็ลงมือหั่นศพของเด็กแล้วนำไปทิ้งไว้ในพื้นที่ป่าอันห่างไกล

          อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา ทางตำรวจพบว่านางซาร่าซึ่งเป็นแม่เลี้ยงของเด็กมีความพยายามปกปิดข้อมูลสำคัญ ขัดขวางพวกเขาจากการติดตามตัวเด็กหญิงที่หายไป กระทั่งมี 2 นักล่าสัตว์ที่ค้นพบศพของเด็กหญิง เมื่อดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียด ประกอบกับพบคลิปที่จับภาพขณะที่นางซาร่าเดินทางไปซื้ออุปกรณ์เลื่อยและใบมีด ซึ่งเป็นอาวุธที่ตรงกับร่องรอยที่ใช้หั่นกระดูกของเด็ก จึงนำไปสู่การดำเนินการจับกุมนางซาร่าและคนรักผู้ร่วมกันก่อเหตุดังกล่าว

          โดยนายเจค็อบถูกจับกุมตัวที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ภายหลังพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกินยาเกินขนาด และถูกตั้งข้อหาหนักหลายคดี ทั้งฆาตกรรม ข่มขืน กักขังหน่วงเหนี่ยว ลักพาตัว ครอบครองเครื่องมือก่ออาชญากรรม ก่อให้เกิดอันตรายต่อสวัสดิภาพเด็ก ความผิดเกี่ยวกับศพ ทำร้ายร่างกาย พยายามยุ่งเกี่ยวกับหลักฐาน รวมถึงสมรู้ร่วมคิด

          ในขณะที่นางซาร่าก็ถูกจับกุมภายหลังถูกพบในสภาพใช้ยาเกินขนาดเพื่อฆ่าตัวตายเช่นกัน โดนข้อหาฆาตกรรม กักขังหน่วงเหนี่ยว ลักพาตัว ครอบครองเครื่องมือก่ออาชญากรรม ก่อให้เกิดอันตรายต่อสวัสดิภาพเด็ก ความผิดเกี่ยวกับศพ พยายามยุ่งเกี่ยวกับหลักฐาน สมคบคิดในการก่อเหตุข่มขืน รวมถึงข้อหาอาชญากรรมอื่น ๆ ซึ่งโทษของทั้งคู่อาจรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต

ภาพจาก Bucks County District Attorney's office
http://hilight.kapook.com/view/147567

Friday, January 6, 2017

หนุ่มใจสลาย คิดว่าป่วยเป็นหวัด ไปหาหมอกลับพบเป็นมะเร็ง อยู่ได้อีกไม่ถึง 1 ปี




  คุณพ่อลูกสองวัย 36 ปี ไม่สบายคิดว่าเป็นไข้หวัด แต่หลังไปพบแพทย์ กลับต้องช็อกหนักเพราะพบว่าเป็นโรคมะเร็ง และจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ชาวโซเชียลทั่วโลกร่วมส่งกำลังใจไปให้ล้นหลาม

          ฟิล ค็อก หนุ่มวัย 36 ปี ชาวเมืองบิลลิงแฮม ประเทศอังกฤษ ใช้เวลาตลอด 16 เดือนที่ผ่านมา ต่อสู้กับโรคมะเร็งที่ทำให้ร่างกายเขาทรุดตัวลงทุกวัน ฟิลไม่คาดคิดว่าตนจะป่วยหนักเช่นนี้ เพราะตอนแรกที่ไม่สบาย คิดว่าป่วยเป็นไข้หวัดธรรมดาเท่านั้น

          เรื่องราวสุดสะเทือนใจของฟิลถูกเผยแพร่โดยเว็บไซต์มิเรอร์ เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2560 ในช่วงแรกที่ฟิลมีอาการป่วย มันเริ่มต้นขึ้นในเดือนกันยายนปี 2558 ตอนนั้นเขามีไข้สูงมากจนทำให้ต้องหยุดพักงานไปเป็นเวลาราว 2 สัปดาห์ แต่ถึงแม้ว่าจะหยุดพักรักษาตัวเป็นเวลานานแต่อาการของเขาก็ไม่ดีขึ้น เขาจึงเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย


         หลังจากแพทย์เจาะเลือดของเขาไปตรวจและฟังเสียงการเต้นของหัวใจของฟิล แพทย์ก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ ไม่ใช่แค่เพียงหวัดธรรมดาแน่นอน จึงส่งตัวเขาไปทำการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง

          ผลการตรวจร่างกายอย่างละเอียดแสดงให้เห็นว่าฟิลไม่ได้เป็นแค่หวัด เขาป่วยเป็นโรคมะเร็งปอดและมะเร็งอัณฑะ ทำให้เขาต้องเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือคีโม ซึ่งหลังจากให้คีโมมาเป็นเวลาหลายเดือน ข่าวร้ายก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เชื้อมะเร็งได้แพร่กระจายไปยังไขสันหลัง ลามขึ้นสู่สมองของฟิล แพทย์วินิจฉัยว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี หรืออาจจะแค่เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น 

 
          ข่าวร้ายครั้งนี้สร้างความทุกข์ใจกับครอบครัวของฟิลเป็นอย่างมาก แต่ถึงแม้ว่าจะหนักหนาสาหัส เคอร์รีผู้เป็นภรรยาและลูก ๆ ทั้ง 2 คนของฟิลก็อยู่เคียงข้าง คอยดูแลเขาไม่ห่าง ฟิลและเคอร์รีวางแผนว่าจะจัดงานแต่งงานในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ แต่ด้วยอาการป่วยของฟิล ทำให้ทุกอย่างไม่สามารถรอได้ พวกเขาจึงจัดงานแต่งงานแบบเรียบง่ายกันในธีมย้อนยุค โดยเคอร์รีจัดดอกไม้และทำเครื่องประดับทุกอย่างด้วยตัวเอง เพื่อทำให้มันมีความหมายต่อสามีของเธอ

  
         "ไม่มีใครคาดคิดว่าฟิลจะเป็นมะเร็ง พอเรารู้ว่าเขาเป็น เรายังคงมีความหวังว่ามันคงไม่ร้ายแรงนัก แต่ทุกอย่างมันแย่ลงทุกที  พวกเราได้คิดหาทางออก จะมีหมอที่ไหนช่วยรักษาได้ไหมนะ จะช่วยชีวิตเขาต่อไปได้อย่างไร ฉันยอมเสียทุกอย่างเพื่อยื้อชีวิตเขา" เคอร์รี กล่าว

          เคอร์รีได้โพสต์เรื่องราวของฟิล เผยแพร่ลงบนโซเชียลมีเดีย และมันกลายเป็นเรื่องราวที่ทุกคนพูดถึงและแชร์กันไปทั่ว ฟิลได้รับกำลังใจจากผู้คนมากมาย ทั้งจากในประเทศ จากสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และเยอรมนี พวกเขาต่างก็บอกว่ายังมีความหวังและโรคของฟิลมีโอกาสรักษาให้หายได้ ซึ่งนอกจากกำลังใจที่ได้รับแล้วนั้น ฟิลยังได้เงินบริจาคสมทบค่ารักษาพยาบาลอีกเป็นจำนวนมาก

          เคอร์รี เผยว่า "มันเป็นสิ่งที่ฉันคาดไม่ถึงว่าจะได้รับค่ะ เราได้รับกำลังใจมากมาย และฉันหวังว่าเราจะหาทางรักษาเขาได้"

          แม้ตอนนั้นแพทย์จะบอกว่าฟิลจะมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ 1 ปี แต่ตอนนี้เขาก็สามารถสู้มาได้ถึง 16 เดือนแล้ว และจะยังคงสู้ต่อไป "ถึงตอนนี้ถึงแม้ว่าอะไร ๆ มันจะเลวร้าย แต่พวกเราก็ยังคิดบวกและมีความหวัง ฉันหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น และฉันหวังว่าเราจะมีเวลาอยู่ด้วยกันมากที่สุด จนกว่าจะถึงวันที่เขาจากไป " เคอร์รี กล่าวทิ้งท้าย

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Kerri Cox
http://hilight.kapook.com/view/147466