Showing posts with label ข่าวเกี่ยวกับสัตว์โลก. Show all posts
Showing posts with label ข่าวเกี่ยวกับสัตว์โลก. Show all posts

Sunday, August 30, 2020

สะพรึง ! พบเต่าอัลลิเกเตอร์ยักษ์ หนักเกือบ 50 กก. ราวกับหลุดมาจากยุคดึกดำบรรพ์


นักวิจัยในฟลอริดา สหรัฐฯ จับเต่าอัลลิเกเตอร์ยักษ์ น้ำหนักตัวเกือบ 50 กิโลกรัม หน้าตาสะพรึงราวกับหลุดมาจากยุคดึกดำบรรพ์ คาดอายุอยู่ระหว่างช่วง 40-80 ปี

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2563 เว็บไซต์ฟ็อกซ์นิวส์ เผยว่า เฟซบุ๊กสถาบันวิจัยปลาและสัตว์ป่าในฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ได้แชร์ภาพพร้อมรายงาน ระบุว่า ทีมเจ้าหน้าที่พบเต่าอัลลิเกเตอร์ยักษ์ ในพื้นที่เขตเกนส์วิลล์ จำนวน 2 ตัว เป็นตัวผู้และตัวเมีย ตัวผู้หนัก 100 ปอนด์ (ประมาณ 45 กิโลกรัม)  ส่วนตัวเมียหนัก 46 ปอนด์ (ประมาณ 20 กิโลกรัม)

ทางเจ้าหน้าที่เผยว่า แม่น้ำ The New River เป็นธารน้ำที่มีผลผลิตทางชีวภาพต่ำ ดังนั้นการพบเต่าขนาดใหญ่ในลำธารขนาดเล็กเช่นนี้ จึงถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติ เชื่อว่าพวกมันน่าจะถูกคุกคาม โดยคาดว่าเต่าทั้งคู่มีอายุอยู่ช่วงระหว่าง 40-80 ปี ภายหลังจากถ่ายภาพและเก็บข้อมูลทางเจ้าหน้าที่ก็ปล่อยพวกมันกลับสู่ธรรมชาติไป


National Geographic ระบุว่า เต่าอัลลิเกเตอร์ สามารถมีชีวิตอยู่ได้ระหว่าง 50-100 ปี ตัวผู้สามารถมีน้ำหนักได้ถึง 175 ปอนด์โดยเฉลี่ย ขณะที่บางตัวที่พบมีน้ำหนักสูงสุดถึง 220 ปอนด์ ปกติแล้วไม่มีนักล่าตามธรรมชาติ เว้นเสียแต่มนุษย์ ซึ่งส่งผลให้จำนวนของพวกมันลดน้อยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ลักษณะเฉพาะของเต่าอัลลิเกเตอร์คือ ส่วนหัวและขาใหญ่ จนไม่สามารถหดเข้าในกระดองได้ กระดองหลังมีสันหนาเป็นปุ่ม คล้ายหลังของจระเข้ จึงเป็นที่มาของชื่อ อัลลิเกเตอร์ มันมีดวงตาที่ดุดันน่ากลัว มีจงอยปากแหลม และหางที่หนาใหญ่ 



สำหรับ เต่าอัลลิเกเตอร์ หรือเต่าอัลลิเกเตอร์ สแนปปิ้ง (Alligator snapping turtle) เป็นเต่านํ้าจืดที่ใหญ่ที่สุด อยู่ในวงศ์เต่าสแนปปิ้ง (Chelydridae) ซึ่งเป็นเต่าเพียงชนิดเดียวที่เหลืออยู่ในสกุล Macrochelys ขณะที่ชนิดอื่นได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้วตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มันจึงถือได้ว่าเป็น ซากดึกดำบรรพ์ที่มีชีวิตชนิดหนึ่ง


ขอบคุณข้อมูลจาก FoxnewsFWCResearchFWC Fish and Wildlife Research Institute
https://hilight.kapook.com/view/205879

Wednesday, February 19, 2020

เหมียวถูกธนูปักหัว คนยิงกะเอาชีวิต โซซัดโซเซรอความตาย แต่พบปาฏิหาริย์

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Animal Welfare League of Arlington

          แมวถูกธนูยิงใส่หัว ลูกธนูทะลุหางตาเข้าไปในตัว อาการสาหัสปางตาย แต่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ และได้รับการช่วยเหลือจากคนใจดี

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Animal Welfare League of Arlington

           ย้อนกลับไปในวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นวันแห่งความรัก และควรเป็นวันแห่งความสุขของทุกคน แต่สัตว์โลกตัวน้อยที่น่าสงสารตัวหนึ่งกลับต้องพบเจอกับชะตากรรมสุดโหดร้ายป่าเถื่อน โดยในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 แมวสีส้มเพศผู้ตัวหนึ่งเดินโซซัดโซเซอยู่ริมถนนในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย สหรัฐฯ

          เจ้าแมวอยู่ในสภาพอิดโรยและได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก มันโดนคนจิตใจอำมหิตยิงธนูใส่หัว เหมือนตั้งใจกะให้มันตาย ธนูดังกล่าวได้พุ่งทะลุบริเวณข้างดวงตาข้างขวา ปักลึกเข้าไปในตัวมัน

          เหมียวรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่ชะตาของมันกำลังจะดับลง ทว่ากลุ่มคนใจดีได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และพวกเขาพยายามทุกวิถีทาง เพื่อช่วยเหลือแมวน่าสงสารตัวนี้


           เรื่องราวของเจ้าเหมียวน่าสงสาร ถูกหยิบยกมารายงานโดยเว็บไซต์เมโทร เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 โดยเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ Animal Welfare League of Arlington ในอาร์ลิงตันเคาน์ตี รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐฯ ได้รับรู้เรื่องราวของเหมียวดังกล่าวและขอรับตัวมันมาดูแลในทันที เพราะถ้าหากไม่มีใครพบเห็น เจ้าเหมียวส้มตัวนี้คงต้องนอนตายอยู่ริมถนน จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้พามันไปยังโรงพยาบาลสัตว์เป็นการเร่งด่วน
          สัตวแพทย์พบว่าแผลบริเวณตามีขนาดใหญ่มาก เป็นรูกว้างหลายเซนติเมตร และฟิล์มเอกซเรย์เผยให้เห็นว่าธนูปักทะลุลึกเข้าไปในตัวแมว แต่เคราะห์ดีอย่างยิ่งที่ธนูไม่แทงโดนอวัยวะสำคัญ


            สัตวแพทย์ได้ให้ยาแก้ปวด และรีบทำการผ่าตัดนำธนูออกให้กับเจ้าเหมียวส้ม ขณะนี้มันพ้นขีดอันตรายแล้ว และกำลังพักฟื้นอยู่ที่มูลนิธิ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตั้งชื่อให้กับเหมียวผู้รอดชีวิตว่า คิวปิด (Cupid) ซึ่งมีความหมายว่า กามเทพ เพราะมันถูกช่วยมาได้ในวันแห่งความรัก

          "มันเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่สุ่มเสี่ยงมากสำหรับแมวอายุน้อย และผอมซูบ น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ดังนั้นเราระมัดระวังอย่างมาก และพวกเราก็ไม่สามารถการันตีได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าคิวปิดจะรอดชีวิตจากการผ่าตัดครั้งนี้หรือไหม แต่เราทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยชีวิตมัน แล้วก็บอกได้เลยว่า เหมียวส้มตัวนี้คือนักสู้ที่แท้จริง" สัตวแพทย์ กล่าว


          หลังจากผ่าตัด คิวปิดได้เผยให้เห็นโฉมหน้าของเจ้าเหมียวที่น่ารัก และขี้อ้อน มันรักมนุษย์ที่ดูแลมัน แม้ว่าจะถูกมนุษย์ทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสมากก็ตาม ทั้งนี้ คิวปิดยังไม่หายสนิทและยังคงต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ที่น่ากังวลก็คือ คิวปิดมีอาการติดเชื้อด้วย ดังนั้นมันคงไม่มีทางหายขาดได้ในข้ามคืน

          ในตอนนี้สัตวแพทย์ต้องรักษามันด้วยการให้ยาฆ่าเชื้อ 2 ตัว แล้วรอดูอาการต่อไปว่าจะมีการติดเชื้ออีกหรือไม่ และจะเป็นการติดเชื้อแบบไหน อย่างไร ทางด้านมูลนิธิก็ได้เปิดระดมทุนเพื่อหาเงินค่าผ่าตัดและค่ารักษาพยาบาลให้กับคิวปิด ซึ่งยอดอยู่ที่ 6,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 202,670 บาท


          ล่าสุด ทางเพจมูลนิธิ Animal Welfare League of Arlington ได้โพสต์อัปเดตอาการของคิวปิด พร้อมกับประกาศข่าวดีว่ามีคนใจบุญร่วมสมทบทุนบริจาคช่วยเหลือคิวปิดอย่างท่วมท้น จนยอดเงินทะลุไปถึง 65,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2,026,700 บาท ! ซึ่งนับว่าเกินความคาดหมายไปอย่างมาก เจ้าหน้าที่ทุกคนซาบซึ้งและขอบคุณกับทุกน้ำใจที่ได้รับ คิวปิดเองก็คงยินดีมากเช่นกัน


          ตอนนี้เจ้าเหมียวไม่ต้องไปเร่ร่อนอยู่ข้างถนน และเสี่ยงชีวิตอีกต่อไปแล้ว มันพ้นภัยจากมือคนใจร้าย มาอยู่ในอ้อมกอดของคนใจดี ทั้งนี้ก็ขอให้เหมียวกามเทพน้อย ๆ ตัวนี้หายจากการบาดเจ็บและกลับมาแข็งแรงได้ในเร็ววันนะ




Tuesday, December 3, 2019

แมวเสี่ยวปี้สิ้นท่า ผสมพันธุ์แมวสาว 5 ตัวรวด จนหมดสภาพ นอนแผ่ไร้เรี่ยวแรง

ภาพจาก candymush.com

        แมวหนุ่มหมดสภาพ หลังหลุดจากกรงขณะนอนโรงแรมแมว ตระเวนผสมพันธุ์ตัวเมีย 5 ตัวรวด ในคืนเดียว จนไร้เรี่ยวแรง เจ้าของต้องหอบไปให้น้ำเกลือ เผยล่าสุดฟื้นแล้ว หายฟ้าเหลือง

        เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า ฟ้าเหลือง กันมาบ้าง ซึ่งมักจะใช้ในเชิง 18+ ประมาณว่าทำ "กิจกรรม" อะไรบางอย่าง ติดต่อกันนานเกินไปจนอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมด และนั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะล่าสุด โมเมนต์แบบนี้ได้เกิดขึ้นกับแมวหนุ่มตัวหนึ่งในจีน ซึ่งวีรกรรมเด็ดดวงของมันได้กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากบนสังคมออนไลน์ สร้างความฮาแก่เหล่าชาวเน็ตเป็นอย่างมาก

         พี่แมวหนุ่มเจ้าชู้ตัวนี้ได้จัดหนักจัดเต็มในอย่างว่า หนักมากชนิดที่หมดแรงคอพับคออ่อน เรียกได้ว่าทั้งฟ้าเหลืองและคางเหลือง เกือบตายกันเลยทีเดียว

         จากการรายงานของเว็บไซต์มิเรอร์ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2562 โดยยอดแมวดังกล่าวมีชื่อว่า เสี่ยวปี้ เป็นเจ้าเหมียวพันธุ์รัสเซียนบลู อาศัยอยู่ในมณฑลกว้างตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ในช่วงก่อนเกิดเหตุ สามีภรรยาที่เป็นเจ้าของเสี่ยวปี้ มีความจำเป็นต้องพามันไปฝากไว้ที่โรงแรมสัตว์ (pet hotel) แห่งหนึ่ง พร้อมแจ้งให้ทราบว่ามันยังไม่ได้ถูกทำหมัน และคาดหวังว่าทางเจ้าหน้าที่จะดูแลมันเป็นอย่างดี ล็อกกรงของมันให้เรียบร้อย แต่ก็เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น


ภาพจาก candymush.com

            เจ้าของเล่าว่า เมื่อพวกเขาเดินทางไปรับตัวเสี่ยวปี้ในวันรุ่งขึ้น ก็พบว่าแมวสุดที่รักอยู่ในสภาพอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง ทำให้พวกเขาประหลาดใจมาก และเมื่อเปิดดูภาพในกล้องวงจรปิด ความจริงทุกอย่างก็เปิดเผย โดยทางโรงแรมไม่ได้ให้อาหารให้เสี่ยวปี้มากพอจนมันอิ่มท้อง และพนักงานก็ไม่ได้ล็อกกรงแมวอย่างแน่นหนาพอ จนปล่อยให้แมวเดินเพ่นพ่านไปทั่ว

           และในคืนนั้นเอง เสี่ยวปี้ได้แหกกรงของมันออกไป และได้ตระเวนไปกินตับแมวสาวตัวอื่น ๆ อย่างจัดเต็ม รายงานระบุว่า มันผสมพันธุ์กับแมวตัวเมียในโรงแรมอย่างน้อย 5 ตัว และเมื่อเสร็จกิจ มันก็หมดสภาพ ไม่สามารถลุกขึ้นมาเดินได้เลย แน่นอนว่าเจ้าของไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ทางโรงแรมกลับโบ้ยความผิดมาให้ กล่าวหาว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดของเสี่ยวปี้ และมันทำให้เจ้าของแมวตัวอื่น ๆ เดือดร้อน เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าแมวตัวเมียของตนจะถูกผสมพันธุ์

           เจ้าของเสี่ยวปี้จึงโพสต์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนสังคมออนไลน์ จวกการกระทำของทางโรงแรมว่าไร้ความเป็นมืออาชีพในการดูแลสัตว์ จนเสี่ยวปี้ออกไปทำกิจกรรมทางเพศจนสภาพร่อแร่ พวกเขาต้องพามันไปโรงพยาบาลสัตว์ และเสี่ยวปี้ก็ต้องนอนให้น้ำเกลือ ซึ่งหลังจากที่เรื่องนี้ตกเป็นข่าว ทางเจ้าของโรงแรงก็ได้ติดต่อเข้ามาขอโทษเจ้าของเสี่ยวปี้แล้ว พร้อมกับจ่ายเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลให้เสี่ยวปี้


ภาพจาก candymush.com

           โรงแรมยังระบุอีกว่า หากแมวตัวเมียที่ผ่านการผสมพันธุ์กับเสี่ยวปี้ แล้วตั้งท้องขึ้นมา ทางโรงแรมจะจ่ายเงิน 500 หยวน หรือประมาณ 2,130 บาท เป็นค่าเสียหาย และหากเจ้าของไม่ประสงค์ที่จะเลี้ยงลูกแมว ทางโรงแรมยินดีเป็นคนกลางในการขายลูกแมวให้ ทางด้านเจ้าของแมวตัวเมียเหล่านี้ ก็ได้พูดคุยกับเจ้าของเสี่ยวปี้แล้ว ซึ่งหากแมวตั้งท้อง พวกเขาอาจจะยกลูกแมวให้ หรือไม่ก็แลกเปลี่ยนเป็นเงิน 1,000 หยวน หรือประมาณ 4,260 บาท

           ล่าสุด เสี่ยวปี้อาการดีขึ้น ฟื้นตัว และสามารถกลับบ้านได้แล้ว


https://pet.kapook.com/view215547.html

Sunday, December 10, 2017

ทีมงานน้ำตาไหล ถ่ายคลิปหมีขั้วโลกอดอยาก-คุ้ยขยะกิน รอวันตายช้า ๆ




          ทีมงานถ่ายทำสารคดีสุดเศร้า ยืนน้ำตาไหลพราก ถ่ายคลิปหมีขั้วโลกอดอยากผอมแห้ง ประคองร่างคุ้ยถังขยะหาอาหารประทังชีวิต รอวันตายอย่างช้า ๆ


          เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2560 เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ เผยรายงานชวนเศร้าระบุว่า ทีมงานถ่ายทำสารคดีได้เปิดเผยภาพถ่ายสุดสะเทือนใจ แสดงให้เห็นชะตากรรมของหมีขั้วโลกตัวหนึ่ง ที่อยู่ในสภาพผอมโซจนเห็นกระดูก กำลังต่อสู้กับความหิวโหยเพื่อเอาชีวิตรอด พยายามพาร่างที่อ่อนล้าใกล้และจะหมดแรงเต็มที ไปคุ้ยเขี่ยหาอาหารในถังขยะกิน ภายในพื้นที่ที่ไม่มีน้ำแข็ง ตามธรรมชาติที่มันควรจะเป็น  


          พอล นิกเลน ช่างภาพและผู้สร้างภาพยนตร์จากกลุ่มซีเลกาซี ( Sea Legacy) องค์กรเอกชนด้านสังคม พร้อมกับกลุ่มทีมงาน เป็นผู้พบเห็นหมีขั้วโลกตัวดังกล่าว บริเวณเกาะแบฟฟิน ของประเทศแคนาดา ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา โดยนิกเลน เผยว่า เขาเคยเห็นหมีที่อาศัยเติบโตในป่าแถบพื้นที่ห่างไกลทางตอนเหนือของแคนาดา แต่สำหรับหมีขั้วโลกนั้น พวกเขาไม่ได้เตรียมใจที่จะเห็นภาพเช่นนี้นี้มาก่อน 

 
          "พวกเรายืนร้องไห้กันที่ตรงนั้น ถ่ายไปพร้อมน้ำตาที่ไหลพรากอาบแก้ม" นิกเลน กล่าวกับรายงานของเนชั่นแนลจีโอกราฟิก

  
           ทั้งนี้ นิกเลน เผยว่า เขาอยากที่จะเข้าไปช่วยเหลือ แต่ไร้ซึ่งหนทาง เนื่องจากไม่มีทั้งปืนยิงยาสลบ หรือเนื้อสัตว์ไขมันสูงสำหรับมัน พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะบันทึกภาพของมันเอาไว้ เพื่อที่ว่าการตายของมันจะได้ไม่สูญเปล่า

 
          "นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าหมีขั้วโลกกำลังจะสูญพันธุ์ ผมอยากให้ผู้คนได้ตระหนักว่ามันเป็นเช่นไร หมีกำลังจะอดตาย และนี่แหละคือสภาพของมัน" นิกเลน กล่าว

 
          รายงานเผยว่า หมีขั้วโลกอาศัยทะเลน้ำแข็งในการออกล่าหาอาหารหลักของมัน อันได้แก่ แมวน้ำ แต่ภายหลังจากเกิดภาวะโลกร้อน สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบให้น้ำแข็งในแถบอาร์กติกละลาย และหมีเหล่านั้นต้องประสบภาวะอดอยาก ทั้งนี้ ในรายงานการวิจัยของสหภาพภูมิศาสตร์ยุโรป (European Geosciences Union) ที่ตีพิมพ์เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ยังเผยว่า การละลายของทะเลน้ำแข็งยังคงเป็นภัยที่คุกคามประชากรหมีขั้วโลก นอกจากนี้ ยังมีรายงานเผยว่า หมีใช้ความรู้สึกของพวกมัน ในการดมกลิ่นหาเหยื่อ โดยพวกมันต้องอาศัยทิศทางของลม แต่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น ส่งผลให้พวกมันรับรู้กลิ่นของเหยื่อได้ยากมากขึ้นด้วย 

  
ภาพจาก Instagram paulnicklen
https://hilight.kapook.com/view/164947

Thursday, August 24, 2017

ดังใหญ่แล้ว เจ้าจ๋อกับเจ้าเหมียวคู่ซี้ มิตรภาพต่างสายพันธุ์ ที่ใครเห็นก็เอ็นดู




             เว็บไซต์ต่างประเทศเผยความน่ารักของเจ้าจ๋อและเจ้าเหมียวคู่ซี้จากประเทศไทย แม้มาจากต่างที่ ต่างสายพันธุ์ แต่เมื่ออยู่ด้วยกันกลับกลายเป็นมิตรภาพที่งดงาม เห็นแล้วก็ยิ้มไปตามกัน

              มิตรภาพที่แท้จริง ล้วนไม่มีพรมแดนใด ๆ ขวางกั้น และไม่เพียงแค่มนุษย์เท่านั้น แม้แต่ในสัตว์เอง เราก็มักจะได้เห็นภาพความน่ารักและมิตรภาพระหว่างสายพันธุ์อยู่บ่อยครั้ง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 เว็บไซต์เมโทรของอังกฤษ ได้เผยรายงานพร้อมภาพชวนน่าเอ็นดูของเจ้าลิงจ๋อกับเจ้าเหมียวคู่ซี้ จากประเทศไทย ที่ทำให้หลาย ๆ เห็นแล้วอดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้


               เจ้าลิงมีชื่อว่า โจโจ้ ส่วนเจ้าเหมียวชื่อว่า เจ้าอลัน มิตรภาพของพวกมันทั้งสองตัวเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 ทางมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ประเทศไทย (Wildlife Friends Foundation Thailand : WFFT) ได้เข้าไปช่วยเหลือ เจ้าโจโจ้ หลังจากพบว่า มันถูกจับใส่กรงขังไว้ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เพื่อให้ลูกค้าที่มารับประทานอาหารเข้าไปถ่ายรูปด้วย โดยตอนที่เจ้าหน้าที่ไปพบนั้น มันอยู่ในอาการหวาดกลัวและเครียดมาก

 
              หลังจากนั้นผ่านมา 6 ปี เจ้าโจโจ้ ก็เริ่มปรับตัวจนกลายเป็นปกติและเริ่มคุ้นชินกับเจ้าหน้าที่เรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน เจ้าอลัน เหมียวจรจัดสีดำสลับขาวตัวหนึ่ง ก็หลงเข้ามาในพื้นที่มูลนิธิแห่งนี้ และหลังจากนั้นมันก็ได้กลายมาเป็นคู่หูคู่ซี้ของเจ้าโจโจ้


              โดยความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มต้นจาก วันหนึ่งเจ้าอลัน เดินเล่นหลงเข้าไปยังพื้นที่ที่เจ้าโจโจ้อาศัยอยู่ ซึ่งตามสัญชาตญาณของสัตว์ทั้งสองชนิดนี้ พวกมันไม่น่าจะเข้าไปอยู่ใกล้กันได้เลย แต่สำหรับเจ้าโจโจ้กับเจ้าอลัน กลับเข้ากันได้อย่างน่าประหลาดใจ พวกมันสนิทกันอย่างรวดเร็วและเริ่มตัวติดกัน ชอบไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด

              โดยเจ้าโจโจ้จะคอยดูแลเป็นห่วงเป็นใยเจ้าอลัน ราวกับว่าเจ้าเหมียวเป็นสัตว์เลี้ยงของมัน เจ้าโจโจ้จะคอยแบ่งอาหารให้เจ้าอลันกิน คอยหาเห็บ หาหมัดให้ และพวกมันทั้งคู่ก็ชอบเล่นด้วยกัน

              ทางเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิเผยว่า ถึงแม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องผิดแปลกธรรมชาติ แต่เจ้าอลันก็ไม่ได้รับอันตรายจากเจ้าโจโจ้ ตรงกันข้าม เจ้าโจโจ้กลับดูรักเพื่อนตัวนี้เสียมากกว่า ดังนั้นทางเจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจปล่อยให้พวกมันได้อยู่ด้วยกันต่อไป

https://pet.kapook.com/view177937.html

Thursday, May 4, 2017

พบกับ มาร์ติน หมีหล่อจอมกวนจากญี่ปุ่น มาพร้อมความซ่า แค่เห็นหน้าก็ฮาแล้ว




           ชวนมารู้จักกับ มาร์ติน พี่หมีสุดหล่อหน้ามึน แห่งสวนสัตว์นาโงยา ถึงจะดูหน้ามึนพุงกลมแบบนี้ แต่เคยทำแสบ โชว์ปีนกำแพงหนีมาแล้วนะเออ

            ในบรรดาสัตว์ป่ามากมายที่อาศัยอยู่ในสวนสัตว์และพฤกษศาสตร์ฮิงาชิยามานั้น เจ้ามาร์ติน หมีหมา หรือ หมีคนเพศผู้ คือหนึ่งในดาราเด่นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในสวนสัตว์ มาร์ตินก็มีรูปร่างหน้าตาเหมือนหมีคนทั่วไป คือ มีขนสีดำทั่วตัว มีขนสีน้ำตาลแซมบริเวณลำคอและใบหน้า แต่สิ่งที่ทำให้มาร์ตินเป็นที่สนใจก็คือลักษณะท่าทางสุดกวน ที่เรียกเสียงเฮฮาจากนักท่องเที่ยวได้ตลอด


           มาร์ตินเคยตกเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลกในปี 2558 หลังจากโชว์ความกล้า พยายามปีนกำแพงหลังกรงออกไปสู่โลกภายนอก เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตะลึงและหวาดเสียวให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก เนื่องจากกำแพงที่มาร์ตินปีนขึ้นไปนั้นสูงมาก ชนิดที่ว่าถ้าพลาดอาจจะหล่นแอ้กลงมาตายได้

 
            เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ต้องระดมกำลังกันมาช่วย ซึ่งตอนนั้นมาร์ตินก็อยู่ตรงขอบกำแพงแบบหมิ่นเหม่สุด ๆ เจ้าหน้าที่จึงใช้วิธีขั้นเด็ดขาดในการจัดการ นั่นคือใช้ไม้ค่อย ๆ เขี่ย ค่อย ๆ สะกิด ค่อย ๆ เกาอย่างใจเย็น จนกระทั่งมาร์ตินเบื่อหน่าย และปีนกลับลงไปเอง สร้างความโล่งใจให้กับทุกฝ่าย


             ปัจจุบันมาร์ตินใช้ชีวิตอย่างสุขสบายดี สุขภาพแข็งแรงอ้วนท้วนสมบูรณ์ และไม่คิดจะหนีไปไหนอีก แฮปปี้กับการยืนเกาหลัง นั่งงีบ นอนเกาพุง ทำหน้ากวนโอ๊ยใส่นักท่องเที่ยว และที่ขาดไม่ได้ก็คือท่าประจำตัว นั่นคือ นอนหงายแอ้งแม้ง แผ่หราอ้าซ่า ทำเอาคนที่ผ่านไปผ่านมาเป็นต้องฮากันทุกคน 

 
              ใครที่มีโอกาสผ่านไปเมืองนาโงยา ก็อย่าลืมแวะไปที่สวนสัตว์ฮิงาชิยากันบ้างน้า มาร์ตินสุดหล่อนอนรออยู่นะฮะทุกคน



















ภาพจาก ทวิตเตอร์ @tomotomotomomo
ข้อมูลจาก dailymail.co.uk
https://pet.kapook.com/view170682.html