Showing posts with label ข่าวแปลก. Show all posts
Showing posts with label ข่าวแปลก. Show all posts
Sunday, August 30, 2020
สะพรึง ! พบเต่าอัลลิเกเตอร์ยักษ์ หนักเกือบ 50 กก. ราวกับหลุดมาจากยุคดึกดำบรรพ์
นักวิจัยในฟลอริดา สหรัฐฯ จับเต่าอัลลิเกเตอร์ยักษ์ น้ำหนักตัวเกือบ 50 กิโลกรัม หน้าตาสะพรึงราวกับหลุดมาจากยุคดึกดำบรรพ์ คาดอายุอยู่ระหว่างช่วง 40-80 ปี
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2563 เว็บไซต์ฟ็อกซ์นิวส์ เผยว่า เฟซบุ๊กสถาบันวิจัยปลาและสัตว์ป่าในฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ได้แชร์ภาพพร้อมรายงาน ระบุว่า ทีมเจ้าหน้าที่พบเต่าอัลลิเกเตอร์ยักษ์ ในพื้นที่เขตเกนส์วิลล์ จำนวน 2 ตัว เป็นตัวผู้และตัวเมีย ตัวผู้หนัก 100 ปอนด์ (ประมาณ 45 กิโลกรัม) ส่วนตัวเมียหนัก 46 ปอนด์ (ประมาณ 20 กิโลกรัม)
ทางเจ้าหน้าที่เผยว่า แม่น้ำ The New River เป็นธารน้ำที่มีผลผลิตทางชีวภาพต่ำ ดังนั้นการพบเต่าขนาดใหญ่ในลำธารขนาดเล็กเช่นนี้ จึงถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติ เชื่อว่าพวกมันน่าจะถูกคุกคาม โดยคาดว่าเต่าทั้งคู่มีอายุอยู่ช่วงระหว่าง 40-80 ปี ภายหลังจากถ่ายภาพและเก็บข้อมูลทางเจ้าหน้าที่ก็ปล่อยพวกมันกลับสู่ธรรมชาติไป
National Geographic ระบุว่า เต่าอัลลิเกเตอร์ สามารถมีชีวิตอยู่ได้ระหว่าง 50-100 ปี ตัวผู้สามารถมีน้ำหนักได้ถึง 175 ปอนด์โดยเฉลี่ย ขณะที่บางตัวที่พบมีน้ำหนักสูงสุดถึง 220 ปอนด์ ปกติแล้วไม่มีนักล่าตามธรรมชาติ เว้นเสียแต่มนุษย์ ซึ่งส่งผลให้จำนวนของพวกมันลดน้อยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ลักษณะเฉพาะของเต่าอัลลิเกเตอร์คือ ส่วนหัวและขาใหญ่ จนไม่สามารถหดเข้าในกระดองได้ กระดองหลังมีสันหนาเป็นปุ่ม คล้ายหลังของจระเข้ จึงเป็นที่มาของชื่อ อัลลิเกเตอร์ มันมีดวงตาที่ดุดันน่ากลัว มีจงอยปากแหลม และหางที่หนาใหญ่
สำหรับ เต่าอัลลิเกเตอร์ หรือเต่าอัลลิเกเตอร์ สแนปปิ้ง (Alligator snapping turtle) เป็นเต่านํ้าจืดที่ใหญ่ที่สุด อยู่ในวงศ์เต่าสแนปปิ้ง (Chelydridae) ซึ่งเป็นเต่าเพียงชนิดเดียวที่เหลืออยู่ในสกุล Macrochelys ขณะที่ชนิดอื่นได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้วตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มันจึงถือได้ว่าเป็น ซากดึกดำบรรพ์ที่มีชีวิตชนิดหนึ่ง
ขอบคุณข้อมูลจาก Foxnews, FWCResearch, FWC Fish and Wildlife Research Institute
https://hilight.kapook.com/view/205879
Sunday, December 1, 2019
รู้จักกับเมืองที่การตายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ต้องออกนอกเมืองก่อนถึงวาระสุดท้าย
ภาพจาก Fredy Thuerig / Shutterstock.com
รู้จักกับ ลองเยียร์เบียน ดินแดนอันหนาวเหน็บตอนเหนือของนอร์เวย์ ที่การตายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ต้องออกนอกเมืองก่อนถึงวาระสุดท้าย เพื่อไม่ให้มีการฝังศพในเมือง
การตายนั้นถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่ไม่มีใครหนีพ้น ไม่ว่าที่ใดก็ตามบนโลกย่อมต้องมีการตายเกิดขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นกลับมีสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งการตายได้กลายมาเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย นั่นก็คือ เมืองลองเยียร์เบียน (Longyearbyen) แห่งเกาะสฟาลบาร์ ดินแดนขั้วโลกอันหนาวเหน็บ ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศนอร์เวย์
แน่นอนว่าการออกกฎหมายแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้ผู้คนในเมืองอยู่ยงคงกระพัน การตายของผู้คนที่เมืองแห่งนี้ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ในวาระสุดท้ายของชีวิตพวกเขาจำต้องเดินทางออกไปยังนอกเมืองเสียก่อน ไม่สามารถลาโลกได้ขณะอยู่ในเมืองแห่งนี้ แน่นอนว่าการออกกฎหมายแต่ละข้อนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่มันมีเหตุผลที่สำคัญที่อธิบายได้ว่าเพราะเหตุใด จึงไม่อนุญาตให้มีการตายเกิดขึ้นในเมือง
โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ ladbible.com ซึ่งได้หยิบยกเรื่องราวของเมืองลองเยียร์เบียน มานำเสนอเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 เปิดเผยว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องมาจากเมืองแห่งนี้ ตั้งอยู่ในเขตอาร์กติก เซอร์เคิล (Arctic Circle) หรือพื้นที่ในวงกลมละติจูดที่อยู่เหนือสุดของโลก ทำให้สภาพภูมิอากาศในเมืองนั้นมีความหนาวเย็นระดับเยือกแข็ง ไม่ว่าบนดินหรือใต้ผืนดินต่างก็หนาวเหน็บจนถูกแช่แข็งได้ไม่ยาก
ภาพจาก Fredy Thuerig / Shutterstock.com
ด้วยความหนาวเหน็บสุดขั้วเช่นนี้เอง ทำให้ศพของชาวเมืองที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินนั้น ถูกแช่แข็งให้คงสภาพอยู่เช่นนั้น ไม่ย่อยสลายไปตามกาลเวลาดังศพที่ถูกฝังในพื้นที่อื่น ๆ ทำให้พื้นที่ที่จะใช้ในการฝังศพนั้นมีจำกัด อีกทั้งเหตุผลสำคัญที่สุดในการออกกฎหมายห้ามเสียชีวิตในเมือง คือเพื่อป้องกันการระบาดของโรค เนื่องจากเชื้อโรคใดก็ตามที่อยู่ภายในศพซึ่งถูกแช่แข็ง จะถูกทำให้คงสภาพไม่สลายไปด้วยเช่นกัน
ย้อนกลับไปในปี 2461 โลกเกิดการระบาดครั้งใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งคร่าชีวิตคนบนโลกไปถึง 50-100 ล้านชีวิต ซึ่งในครั้งนั้นได้มีคนของเมืองลองเยียร์เบียน เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวถึง 11 คน ศพของพวกเขาเหล่านี้ได้ถูกฝังไว้ใต้ดินของเมือง
กระทั่งเวลาผ่านไปในปี 2493 ชาวเมืองจึงได้พบความจริงว่าศพที่ฝังอยู่ใต้ดินนั้นไม่เน่าสลาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนกฎหมายไม่ให้มีการตายเกิดขึ้นภายในเมืองแห่งนี้ เพื่อไม่ให้มีใครถูกฝังในเมืองอีก ป้องกันการเกิดโรคระบาดขึ้น
นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์หนึ่งที่ตอกย้ำถึงความเป็นจริงเรื่องที่เชื้อโรคต่าง ๆ จะยังถูกเก็บรักษาอยู่ภายในตัวศพ โดยในปี 2533 ได้มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่เข้ามาศึกษาเรื่องผู้เสียชีวิตบนเกาะ ซึ่งครั้งนั้นพวกเขาได้ขุดศพหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุไข้หวัดใหญ่ระบาดขึ้นมา และแล้วเชื้อไวรัสก็ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ในกลุ่มนั้นรายหนึ่งเสียชีวิต
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก dailymail.co.uk
https://hilight.kapook.com/view/171536
รู้จักกับ ลองเยียร์เบียน ดินแดนอันหนาวเหน็บตอนเหนือของนอร์เวย์ ที่การตายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ต้องออกนอกเมืองก่อนถึงวาระสุดท้าย เพื่อไม่ให้มีการฝังศพในเมือง
การตายนั้นถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่ไม่มีใครหนีพ้น ไม่ว่าที่ใดก็ตามบนโลกย่อมต้องมีการตายเกิดขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นกลับมีสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งการตายได้กลายมาเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย นั่นก็คือ เมืองลองเยียร์เบียน (Longyearbyen) แห่งเกาะสฟาลบาร์ ดินแดนขั้วโลกอันหนาวเหน็บ ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศนอร์เวย์
แน่นอนว่าการออกกฎหมายแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้ผู้คนในเมืองอยู่ยงคงกระพัน การตายของผู้คนที่เมืองแห่งนี้ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ในวาระสุดท้ายของชีวิตพวกเขาจำต้องเดินทางออกไปยังนอกเมืองเสียก่อน ไม่สามารถลาโลกได้ขณะอยู่ในเมืองแห่งนี้ แน่นอนว่าการออกกฎหมายแต่ละข้อนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่มันมีเหตุผลที่สำคัญที่อธิบายได้ว่าเพราะเหตุใด จึงไม่อนุญาตให้มีการตายเกิดขึ้นในเมือง
โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ ladbible.com ซึ่งได้หยิบยกเรื่องราวของเมืองลองเยียร์เบียน มานำเสนอเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 เปิดเผยว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องมาจากเมืองแห่งนี้ ตั้งอยู่ในเขตอาร์กติก เซอร์เคิล (Arctic Circle) หรือพื้นที่ในวงกลมละติจูดที่อยู่เหนือสุดของโลก ทำให้สภาพภูมิอากาศในเมืองนั้นมีความหนาวเย็นระดับเยือกแข็ง ไม่ว่าบนดินหรือใต้ผืนดินต่างก็หนาวเหน็บจนถูกแช่แข็งได้ไม่ยาก
ภาพจาก Fredy Thuerig / Shutterstock.com
ด้วยความหนาวเหน็บสุดขั้วเช่นนี้เอง ทำให้ศพของชาวเมืองที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินนั้น ถูกแช่แข็งให้คงสภาพอยู่เช่นนั้น ไม่ย่อยสลายไปตามกาลเวลาดังศพที่ถูกฝังในพื้นที่อื่น ๆ ทำให้พื้นที่ที่จะใช้ในการฝังศพนั้นมีจำกัด อีกทั้งเหตุผลสำคัญที่สุดในการออกกฎหมายห้ามเสียชีวิตในเมือง คือเพื่อป้องกันการระบาดของโรค เนื่องจากเชื้อโรคใดก็ตามที่อยู่ภายในศพซึ่งถูกแช่แข็ง จะถูกทำให้คงสภาพไม่สลายไปด้วยเช่นกัน
ย้อนกลับไปในปี 2461 โลกเกิดการระบาดครั้งใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งคร่าชีวิตคนบนโลกไปถึง 50-100 ล้านชีวิต ซึ่งในครั้งนั้นได้มีคนของเมืองลองเยียร์เบียน เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวถึง 11 คน ศพของพวกเขาเหล่านี้ได้ถูกฝังไว้ใต้ดินของเมือง
กระทั่งเวลาผ่านไปในปี 2493 ชาวเมืองจึงได้พบความจริงว่าศพที่ฝังอยู่ใต้ดินนั้นไม่เน่าสลาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนกฎหมายไม่ให้มีการตายเกิดขึ้นภายในเมืองแห่งนี้ เพื่อไม่ให้มีใครถูกฝังในเมืองอีก ป้องกันการเกิดโรคระบาดขึ้น
นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์หนึ่งที่ตอกย้ำถึงความเป็นจริงเรื่องที่เชื้อโรคต่าง ๆ จะยังถูกเก็บรักษาอยู่ภายในตัวศพ โดยในปี 2533 ได้มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่เข้ามาศึกษาเรื่องผู้เสียชีวิตบนเกาะ ซึ่งครั้งนั้นพวกเขาได้ขุดศพหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุไข้หวัดใหญ่ระบาดขึ้นมา และแล้วเชื้อไวรัสก็ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ในกลุ่มนั้นรายหนึ่งเสียชีวิต
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก dailymail.co.uk
https://hilight.kapook.com/view/171536
Friday, July 7, 2017
ซากสัตว์ปริศนาโผล่หาดมาลิบู ดูมัน ๆ นุ่ม ๆ แถมไร้เกล็ด นี่มันตัวอะไรกันเนี่ย
มึนกันทั้งโซเชียล
! พบซากสัตว์ปริศนาบหาดแคลิฟอร์เนีย หน้าตาสุดแปลก มัน ๆ เลื่อม ๆ ไม่มีปากไม่มีตา
แถมไร้เกล็ด นี่มันตัวอะไรกันแน่
ภาพสัตว์หน้าตาแปลกประหลาดที่ถูกซัดขึ้นมาเกยตื้นบนชายหาดในแคลิฟอร์เนีย กลายเป็นภาพที่สร้างความฉงนอย่างหนัก เพราะฝั่งหนึ่งของลำตัวมันมีลักษณะเป็นสันคล้ายครีบปลา แต่จะเรียกว่าเป็นปลาก็คงไม่น่าใช่เพราะไม่มีเกล็ด ไม่มีเหงือก มันดูนุ่ม ๆ เลื่อม ๆ ชวนขนลุก ทำเอาชาวเน็ตถกเถียงกันอย่างหนักว่าเจ้าสิ่งนี้มันคืออะไรกันแน่
ภาพสัตว์หน้าตาแปลกประหลาดที่ถูกซัดขึ้นมาเกยตื้นบนชายหาดในแคลิฟอร์เนีย กลายเป็นภาพที่สร้างความฉงนอย่างหนัก เพราะฝั่งหนึ่งของลำตัวมันมีลักษณะเป็นสันคล้ายครีบปลา แต่จะเรียกว่าเป็นปลาก็คงไม่น่าใช่เพราะไม่มีเกล็ด ไม่มีเหงือก มันดูนุ่ม ๆ เลื่อม ๆ ชวนขนลุก ทำเอาชาวเน็ตถกเถียงกันอย่างหนักว่าเจ้าสิ่งนี้มันคืออะไรกันแน่
จากการรายงานของเว็บไซต์เดลี่เมล เมื่อวันที่
3 กรกฎาคม 2560 ระบุว่า
สมาชิกเว็บไซต์เรดดิท (Reddit) ที่ชื่อ xxviiparadise
ได้ตั้งกระทู้คำถามพร้อมโพสต์ภาพสัตว์หน้าตาแปลกประหลาดดังกล่าว
โดยเขาเล่าว่า เขาไปพบเห็นเจ้าสัตว์หน้าตาสุดแปลกนี้โดยบังเอิญขณะกำลังเดินเล่นอยู่บนชายหาดเลโอ
คาร์รีโญ ที่มาลิบู ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
เจ้าสิ่งนี้มันทำให้เขาประหลาดใจมาก เนื่องจากเขาไม่เคยเห็นตัวอะไรหน้าตาแบบนี้มาก่อน มันไม่มีปาก ไม่มีตา น่าจะถูกซัดขึ้นมานานแล้ว เพราะอวัยะภายในปริทะลักออกมา และสภาพมันเน่าเปื่อยมากแล้ว เขาจึงถ่ายภาพมันแล้วมาโพสต์ถามความเห็นจากชาวเน็ต
"ดู ๆ แล้วมันคงมีน้ำหนักประมาณ 3.2 กิโลกรัม และกว้างราว ๆ 13 เซนติเมตร" xxviiparadise กล่าวไว้ในกระทู้
เจ้าสิ่งนี้มันทำให้เขาประหลาดใจมาก เนื่องจากเขาไม่เคยเห็นตัวอะไรหน้าตาแบบนี้มาก่อน มันไม่มีปาก ไม่มีตา น่าจะถูกซัดขึ้นมานานแล้ว เพราะอวัยะภายในปริทะลักออกมา และสภาพมันเน่าเปื่อยมากแล้ว เขาจึงถ่ายภาพมันแล้วมาโพสต์ถามความเห็นจากชาวเน็ต
"ดู ๆ แล้วมันคงมีน้ำหนักประมาณ 3.2 กิโลกรัม และกว้างราว ๆ 13 เซนติเมตร" xxviiparadise กล่าวไว้ในกระทู้
ชาวเน็ตที่เข้ามาดูกระทู้ต่างก็ถกเถียงกันไปต่าง
ๆ นานา เพราะแต่ละคนก็นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่ามันคืออะไร ชายคนหนึ่งวิเคราะห์ว่ามันอาจจะเป็นหอยหรือสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่อาศัยอยู่ในเปลือกแข็ง (ซึ่งตอนนี้เปลือกไม่มีแล้ว)
และหลังจากสงสัยงงงวยกันอยู่นาน สมาชิกที่ชื่อ PacificKestrel ก็เข้ามาไขปริศนา สร้างความกระจ่างให้กับทุกคน
โดยเขาระบุว่าตัวเองเป็นนักชีววิทยาทางทะเล และเจ้าสิ่งนี้ไม่ใช่ตัวอะไรลึกลับน่าสยดสยองที่ไหน
แต่มันคือซากทากทะเลธรรมดาตัวหนึ่งนี่เอง
PacificKestrel กล่าวว่าเขาพบเห็นสิ่งมีชีวิตหน้าตาแบบนั้นอยู่เป็นประจำ ถึงแม้ว่าตอนที่มันตายไปแล้วมันจะดูยืดยาวขึ้นกว่าเดิม และดูแปลกประหลาดน่าขนลุก แต่เมื่อดูจากกล้ามเนื้อก้อนใหญ่ที่เป็นลักษณะเฉพาะ และอวัยวะนอกร่างกายที่มันใช้เดิน ก็สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่านี่แหละคือทากทะเลแน่ ๆ
ซากทากทะเลตัวที่เห็นคือทากทะเลแคลิฟอร์เนีย เป็นสายพันธุ์ที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในชายฝั่งภาคตะวันตกของสหรัฐฯ และทางตอนเหนือของเม็กซิโก ตามปกติแล้วทากทะเลแคลิฟอร์เนียจะมีลำตัวสีออกแดง มันมีพิษอยู่ในตัว ทำให้ไม่ค่อยมีสัตว์นักล่าชนิดไหนกินมันเป็นอาหาร เมื่อโตเต็มที่มันสามารถยาวได้ถึง 75 เซนติเมตร และมีน้ำหนักได้มากถึง 7 กิโลกรัมเลยทีเดียว
PacificKestrel กล่าวว่าเขาพบเห็นสิ่งมีชีวิตหน้าตาแบบนั้นอยู่เป็นประจำ ถึงแม้ว่าตอนที่มันตายไปแล้วมันจะดูยืดยาวขึ้นกว่าเดิม และดูแปลกประหลาดน่าขนลุก แต่เมื่อดูจากกล้ามเนื้อก้อนใหญ่ที่เป็นลักษณะเฉพาะ และอวัยวะนอกร่างกายที่มันใช้เดิน ก็สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่านี่แหละคือทากทะเลแน่ ๆ
ซากทากทะเลตัวที่เห็นคือทากทะเลแคลิฟอร์เนีย เป็นสายพันธุ์ที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในชายฝั่งภาคตะวันตกของสหรัฐฯ และทางตอนเหนือของเม็กซิโก ตามปกติแล้วทากทะเลแคลิฟอร์เนียจะมีลำตัวสีออกแดง มันมีพิษอยู่ในตัว ทำให้ไม่ค่อยมีสัตว์นักล่าชนิดไหนกินมันเป็นอาหาร เมื่อโตเต็มที่มันสามารถยาวได้ถึง 75 เซนติเมตร และมีน้ำหนักได้มากถึง 7 กิโลกรัมเลยทีเดียว
ทั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนพบเห็นซากสัตว์แปลกประหลาดที่คิดไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร
โดยก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซากวาฬตัวหนึ่งก็ทำให้ชาวบ้านบนเกาะเซรัม ในอินโดนีเซียพากันแตกตื่นมาแล้ว เพราะมีหน้าตาประหลาดมาก
แถมยังมีความยาวกว่า 15 เมตร (อ่านเพิ่มเติมที่
: เฉลยแล้ว นักวิทย์ไขปริศนาซากสัตว์ไซส์ยักษ์เกยตื้นหาดอินโดฯ ที่จริงคือตัวอะไรนะ)
ภาพจาก imgur.com, montereybayaquarium.org
ภาพจาก imgur.com, montereybayaquarium.org
https://hilight.kapook.com/view/156170
Saturday, June 24, 2017
สลดใจ ชายวัย 60 ดับอนาถ ถูกหมูดุพุ่งทำร้ายขณะเมาแอ๋ กัดกระปู๋ขาดกระจุย
เกษตรกรเม็กซิกันวัย
60
ปี หยอกหมูเล่นขณะเมา สุดท้ายเจอหมูโกรธ พุ่งกัดนิ้ว-กระปู๋ ขาดยับ
ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตอนาถ
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2560 เว็บไซต์มิเรอร์ รายงานข่าวสลดหดหู่ใจจากประเทศเม็กซิโก โดยนายมิเกล อนายา พาโบล เกษตรกรวัย 60 ปี ได้รับบาดเจ็บหนักจนเสียชีวิต หลังดื่มเหล้าจนเมาแล้วไปก่อกวนหมูที่เลี้ยงไว้ จนโดนพุ่งเข้าทำร้าย กัดนิ้วของเขาขาดไป 3 นิ้ว ซ้ำยังกระชากอวัยวะเพศเขาจนขาดหลุดลุ่ย
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2560 เว็บไซต์มิเรอร์ รายงานข่าวสลดหดหู่ใจจากประเทศเม็กซิโก โดยนายมิเกล อนายา พาโบล เกษตรกรวัย 60 ปี ได้รับบาดเจ็บหนักจนเสียชีวิต หลังดื่มเหล้าจนเมาแล้วไปก่อกวนหมูที่เลี้ยงไว้ จนโดนพุ่งเข้าทำร้าย กัดนิ้วของเขาขาดไป 3 นิ้ว ซ้ำยังกระชากอวัยวะเพศเขาจนขาดหลุดลุ่ย
เหตุการณ์สลดใจดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมืองซาน ฮวน เบาติสตา
ตุกซ์เตเป็กซ์ ทางตอนใต้ของประเทศเม็กซิโก โดยในคืนเกิดเหตุ พาโบลออกไปดื่มเหล้าและกลับบ้านมาในสภาพเมามาย
เขาเจอหมูที่เลี้ยงไว้ในบ้านและเกิดอยากเล่นมวยปล้ำกับมันขึ้นมา เขาจึงกระโดดเข้าไปหามัน
คว้าตัวมันไว้แล้วจับทุ่มไปกับพื้น การหยอกล้อเล่น ๆ
ครั้งนี้อาจจะทำให้พาโบลสนุกสนาน แต่สำหรับเจ้าหมูแล้วมันตรงกันข้าม
เมื่อถูกจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัวแบบนั้น หมูก็เกิดอาการเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที มันพุ่งเข้าใส่พาโบล งับเข้าที่องคชาตของเขา แล้วขย้ำจนขาด หลังจากนั้นก็กัดนิ้วเขาขาดออกไปอีก 3 นิ้ว แล้วทิ้งให้เขานอนจมกองเลือดอยู่แบบนั้น
เพื่อนบ้านใกล้เคียงผ่านมาเจอพาโบลเข้า พวกเขาจึงรีบโทร. เรียกรถพยาบาล พาโบลถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน อาการของเขาหนักมาก แผลที่ถูกหมูกัด เกิดติดเชื้อ ทำให้ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ทั้งนี้จะมีการผ่าชันสูตรพลิกศพของพาโบลเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดอีกครั้ง
เมื่อถูกจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัวแบบนั้น หมูก็เกิดอาการเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที มันพุ่งเข้าใส่พาโบล งับเข้าที่องคชาตของเขา แล้วขย้ำจนขาด หลังจากนั้นก็กัดนิ้วเขาขาดออกไปอีก 3 นิ้ว แล้วทิ้งให้เขานอนจมกองเลือดอยู่แบบนั้น
เพื่อนบ้านใกล้เคียงผ่านมาเจอพาโบลเข้า พวกเขาจึงรีบโทร. เรียกรถพยาบาล พาโบลถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน อาการของเขาหนักมาก แผลที่ถูกหมูกัด เกิดติดเชื้อ ทำให้ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ทั้งนี้จะมีการผ่าชันสูตรพลิกศพของพาโบลเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดอีกครั้ง
https://hilight.kapook.com/view/155335
Saturday, April 8, 2017
อังกฤษแข่งประกวดหอพักสุดโสโครก ใครเน่าสุดชนะ ได้ปรับปรุงห้องฟรี ๆ
แบบนี้ก็ได้เหรอ
เว็บไซต์ตกแต่งบ้านจัดประกวดหอพักสุดเน่า ชิงรางวัลตกแต่งห้องใหม่พร้อมเงิน
กติกาสุดง่าย
ห้องใครสกปรกโสโครกสุดชนะไป งานนี้นักศึกษาส่งภาพร่วมประกวดเพียบ
สำหรับนิสิตนักศึกษาที่ต้องอาศัยอยู่หอพักนั้น การที่ห้องรกนับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะนอกจากต้องโหมเรียนหนัก กิจกรรมก็มากมาย ไหนจะต้องอ่านหนังสือสอบ เชื่อว่าหลายคนคงเคยหมักห้องไว้จนรกด้วยเหตุผลประการทั้งปวง ตั้งแต่เหนื่อยไปจนถึงขี้เกียจ เว็บไซต์ Web-Blinds.com เข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี พวกเขาจึงเสนอแคมเปญสุดเจ๋ง ประกวดแข่งขันหอพักสุดเน่า !
สำหรับนิสิตนักศึกษาที่ต้องอาศัยอยู่หอพักนั้น การที่ห้องรกนับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะนอกจากต้องโหมเรียนหนัก กิจกรรมก็มากมาย ไหนจะต้องอ่านหนังสือสอบ เชื่อว่าหลายคนคงเคยหมักห้องไว้จนรกด้วยเหตุผลประการทั้งปวง ตั้งแต่เหนื่อยไปจนถึงขี้เกียจ เว็บไซต์ Web-Blinds.com เข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี พวกเขาจึงเสนอแคมเปญสุดเจ๋ง ประกวดแข่งขันหอพักสุดเน่า !
จากการรายงานของเว็บไซต์เมโทร เมื่อวันที่
4 เมษายน 2560 ระบุว่า
Web-Blind คือบริษัทรับตกแต่งบ้านสุดครีเอทจากประเทศอังกฤษ ซึ่งทีมงานของบริษัทเข้าใจดีว่าชีวิตนิสิตนักศึกษามันยาก
หอพักใคร ๆ ที่ไหนก็รกทั้งนั้น แต่จะรกทั้งทีก็เอาให้สุด ๆ ไปเลย
พวกเราพร้อมช่วยเหลือ
"เราเข้าใจดีว่าหอพักเป็นที่ที่รกแบบสุด ๆ
แต่เชื่อเถอะว่าพวกคุณเน่าได้มากกว่านั้น มองไปรอบ ๆ แล้วในห้องมีแต่ขยะใช่ไหม
ถังขยะที่ล้นทะลัก ตะกร้าที่ยังไม่ได้ซัก กองจานชามแสนน่ารังเกียจที่ยังไม่ล้าง
ส่งรูปมาแข่งขันกับเรา ผู้ชนะจะได้เงินรางวัล 500 ปอนด์
ไปเลย" นี่คือคำโฆษณาที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์
กติกาในการร่วมแข่งขันไม่ใช่เรื่องยาก โดยเว็บไซต์เปิดรับสมัครผู้แข่งขันเฉพาะนิสิตนักศึกษาเท่านั้น ผู้ชนะจะได้รับการทำความสะอาดห้องแบบยกเครื่อง พร้อมปรับปรุงห้อง บ้าน หรือพอพักของพวกเขาให้โฉมใหม่ไฉไลสุด ๆ และยังได้เงินรางวัลอีก 500 ปอนด์ (ราว 21,000 บาท) ตอนนี้มีนักศึกษาส่งรูปเข้ามาร่วมแข่งขันกันเพียบ คาดว่ากรรมการคงต้องคิดหนัก เพราะแต่ละห้องนั้นจัดว่าโสโครกแบบไม่น้อยหน้ากันเลยทีเดียว
การแข่งขันจะหมดเขตเร็ว ๆ นี้ โดยทางเว็บไซต์จะประกาศรางวัลห้องที่สกปกปรกโสโครกที่สุดให้ได้รู้กันในสัปดาห์หน้า
ภาพจาก
web-blinds.com
https://hilight.kapook.com/view/151540
Thursday, March 16, 2017
รู้จักกับเกาะมิกิงโก เกาะที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในโลก จนได้ฉายา เกาะหุ้มเหล็ก
พาไปรู้จักเกาะมิกิงโก
(Migingo)
ดินแดนสวรรค์ของนักตกปลา อันได้ชื่อว่าเป็นเกาะที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในโลก
ทั้งเกาะมองเห็นแต่เหล็กสังกะสีของหลังคา จนได้ฉายา เกาะหุ้มเหล็ก
เกาะมิกิงโก (Migingo) เป็นเกาะขนาดเล็กจิ๋ว เหนือทะเลสาบวิกตอเลีย ในประเทศเคนยา ทวีปแอฟริกา มีพื้นที่โดยรวมทั้งเกาะแค่ประมาณ 1,980 ตารางเมตร มีผู้พักอาศัยทั้งหมด 131 ครัวเรือน รวมแล้วมีประชากรทั้งสิ้นราว 1,000 คน อันทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นเกาะที่ได้ชื่อว่า มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในโลก เว็บไซต์อ็อดดิตี้เซนทรัล ได้หยิบเรื่องราวน่าสนใจนี้มาเผยให้ได้ชมเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2560 โดยเผยว่า เกาะมิกิงโก แห่งนี้ถูกเรียกว่าเป็น Iron Clad Island หรือ เกาะหุ้มเหล็ก เนื่องจากมองรวม ๆ แล้วส่วนใหญ่จะเห็นแต่หลังคาบ้านของชาวบ้านที่เป็นเหล็กสังกะสีปกคลุมทั่วทั้งเกาะ
สำหรับประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเกาะแห่งนี้ที่มาค่อนข้างไม่ชัดเจนนัก จากข้อมูลหนึ่งระบุว่า ผู้บุกเบิกเกาะแห่งนี้คือ ดัสมัส เท็มโบ และจอร์จ เคียบเบ ชาวประมงชาวเคนยา ที่เริ่มเข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐานตั้งแต่ปี 2534 ขณะที่อีกข้อมูลระบุว่า โจเซฟ อันซูบูกา ชาวอูกันดา เป็นผู้มาที่เกาะแห่งนี้เป็นคนแรก ก่อนจะมีเพื่อนชาวประมงมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งทั้งสองเรื่องราวนี้ ทำให้เกิดการขัดแย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ในการถือครองที่ดินบนเกาะแห่งนี้มายาวนานระหว่างประเทศเคนยากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอูกันดา
เกาะมิกิงโก (Migingo) เป็นเกาะขนาดเล็กจิ๋ว เหนือทะเลสาบวิกตอเลีย ในประเทศเคนยา ทวีปแอฟริกา มีพื้นที่โดยรวมทั้งเกาะแค่ประมาณ 1,980 ตารางเมตร มีผู้พักอาศัยทั้งหมด 131 ครัวเรือน รวมแล้วมีประชากรทั้งสิ้นราว 1,000 คน อันทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นเกาะที่ได้ชื่อว่า มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในโลก เว็บไซต์อ็อดดิตี้เซนทรัล ได้หยิบเรื่องราวน่าสนใจนี้มาเผยให้ได้ชมเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2560 โดยเผยว่า เกาะมิกิงโก แห่งนี้ถูกเรียกว่าเป็น Iron Clad Island หรือ เกาะหุ้มเหล็ก เนื่องจากมองรวม ๆ แล้วส่วนใหญ่จะเห็นแต่หลังคาบ้านของชาวบ้านที่เป็นเหล็กสังกะสีปกคลุมทั่วทั้งเกาะ
สำหรับประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเกาะแห่งนี้ที่มาค่อนข้างไม่ชัดเจนนัก จากข้อมูลหนึ่งระบุว่า ผู้บุกเบิกเกาะแห่งนี้คือ ดัสมัส เท็มโบ และจอร์จ เคียบเบ ชาวประมงชาวเคนยา ที่เริ่มเข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐานตั้งแต่ปี 2534 ขณะที่อีกข้อมูลระบุว่า โจเซฟ อันซูบูกา ชาวอูกันดา เป็นผู้มาที่เกาะแห่งนี้เป็นคนแรก ก่อนจะมีเพื่อนชาวประมงมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งทั้งสองเรื่องราวนี้ ทำให้เกิดการขัดแย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ในการถือครองที่ดินบนเกาะแห่งนี้มายาวนานระหว่างประเทศเคนยากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอูกันดา
โดยหลักการทางภูมิศาสตร์แล้ว เกาะมิกิงโก
ตั้งอยู่ในเขตของประเทศเคนยา แต่ทางชาวอูกันดา ได้กล่าวอ้างว่า ชาวประมงบนเกาะได้ล่วงล้ำเข้าไปหาปลาในน่านน้ำของอูกันดา
ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากชายฝั่งของเกาะเพียง 500 เมตร
จนกลายเป็นสงครามเล็ก ๆ ของแอฟริกา (Africas smallest war) เกิดขึ้น ซึ่งปมปัญหาความขัดแย้งของทั้ง 2 ประเทศนั้นมีมาเรื่อย
ๆ จนมาถึงจุดเดือดในปี 2551 เมื่อทางอูกันดาส่งหน่วยทหารไปเข้ายึดพื้นที่และสั่งอพยพชาวประมงบนเกาะ
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความตรึงเครียดอยู่นานหลายปีหลังจากนั้น
กระทั่งในปี 2559 ประเทศอูกันดาและเคนยา ได้ยอมเจรจาทำข้อตกลง ว่า ทั้ง 2 ประเทศจะมีสิทธิ์เรียกเก็บภาษีจากชาวประมงที่อาศัยอยู่บนเกาะ และแต่ละประเทศจะต้องส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจขึ้นไปป้องกันการโจมตีเกาะจากโจรสลัด ทำให้ตอนนี้ทั้งชาวเคนยาและชาวอูกันดาสามารถอยู่บนเกาะเกาะแห่งนี้ร่วมกันได้อย่างสันติสุข
หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2552 หลังจากทางอูกันดาส่งทหารมายึดเกาะนั้น จากการสำรวจสำมะโนประชากรอย่างเป็นทางการระบุว่า มีทั้งหมด 131 ครัวเรือน ส่วนจำนวนประชาชนผู้พักอาศัยนั้นมีสูงถึงกว่า 1,000 ชีวิต ซึ่งนับว่าสูงมากสำหรับการอาศัยอยู่ในพื้นที่เท่านั้น จากนั้นเรื่อยมาก็ยังมีชาวประมงทั้งจากเคนยา อูกันดา และแทนซาเนีย แห่เข้ามาตั้งรกรากบนเกาะแห่งนี้ อันได้ชื่อว่าสรรค์ของนักตกปลาจนแออัด ทำให้ไม่สามารถควบคำจำนวนประชากรได้ ทุกพื้นที่มีแต่บ้านเรือนชาวประมงขึ้นติด ๆ กันหนาแน่น จนแทบจะไม่มีทางเดิน
กระทั่งในปี 2559 ประเทศอูกันดาและเคนยา ได้ยอมเจรจาทำข้อตกลง ว่า ทั้ง 2 ประเทศจะมีสิทธิ์เรียกเก็บภาษีจากชาวประมงที่อาศัยอยู่บนเกาะ และแต่ละประเทศจะต้องส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจขึ้นไปป้องกันการโจมตีเกาะจากโจรสลัด ทำให้ตอนนี้ทั้งชาวเคนยาและชาวอูกันดาสามารถอยู่บนเกาะเกาะแห่งนี้ร่วมกันได้อย่างสันติสุข
หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2552 หลังจากทางอูกันดาส่งทหารมายึดเกาะนั้น จากการสำรวจสำมะโนประชากรอย่างเป็นทางการระบุว่า มีทั้งหมด 131 ครัวเรือน ส่วนจำนวนประชาชนผู้พักอาศัยนั้นมีสูงถึงกว่า 1,000 ชีวิต ซึ่งนับว่าสูงมากสำหรับการอาศัยอยู่ในพื้นที่เท่านั้น จากนั้นเรื่อยมาก็ยังมีชาวประมงทั้งจากเคนยา อูกันดา และแทนซาเนีย แห่เข้ามาตั้งรกรากบนเกาะแห่งนี้ อันได้ชื่อว่าสรรค์ของนักตกปลาจนแออัด ทำให้ไม่สามารถควบคำจำนวนประชากรได้ ทุกพื้นที่มีแต่บ้านเรือนชาวประมงขึ้นติด ๆ กันหนาแน่น จนแทบจะไม่มีทางเดิน
แต่สิ่งที่หน้าประหลาดใจไม่น้อยคือ
เกาะที่มีชื่อว่า ยูซิงโก (Usingo) ที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร
และมีขนาดใหญ่กว่าเกาะมิกิงโก กลับไม่มีประชาชนไปอาศัยอยู่เลย เมื่อเปรียบเทียบภาพกันแล้วน่าสงสัยเป็นอย่างมาก
ซึ่งได้มีตำนานเล่าขานว่า สาเหตุที่เกาะแห่งนั้นไม่มีใครกล้าเข้าไปอยู่เพราะว่า เป็นที่สิงสถิตของวิญญาณร้าย
ไม่มีชาวประมงคนไหนกล้าย่างกรายเข้าไปเหยียบ และถึงแม้จะเป็นแค่เรื่องเล่า แต่ก็ทำให้ทุกคนที่นั่นเชื่อและเลือกที่จะอยู่บนเกาะที่แออัดมากกว่าจะย้ายไป
สำหรับเรื่องความปลอดภัย แม้ว่าจะมีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจของทั้งอูกันดาและเคนยาเข้าไปดูแลความเรียบร้อย แต่ก็ยังมีเหตุโจรสลัดเข้ามาปล้นอยู่ ส่วนใหญ่จะจ้องเข้ามาในตอนกลางคืน เพื่อขโมยเรือและเครื่องยนต์ของชาวประมง และมีบางครั้งที่ลงมือฆ่าชาวบ้านชาวประมงที่ไปขัดขวาง แต่ทั้งนี้ก็ไม่บ่อยและไม่รุนแรงมากเท่าในอดีต
ปัจจุบัน เกาะมิกิงโก แห่งนี้ ยังคงได้ชื่อว่าเป็นเกาะที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อาจจะได้ชื่อนี้อยู่อีกไม่นาน อันเนื่องมาจากประชากรที่หนาแน่น ก็ทำให้ทรัพยากรลดน้อยลง และผู้คนก็เริ่มอพยพออกไปหาทำเลจุดหาปลาใหม่ ๆ มากขึ้น
สำหรับเรื่องความปลอดภัย แม้ว่าจะมีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจของทั้งอูกันดาและเคนยาเข้าไปดูแลความเรียบร้อย แต่ก็ยังมีเหตุโจรสลัดเข้ามาปล้นอยู่ ส่วนใหญ่จะจ้องเข้ามาในตอนกลางคืน เพื่อขโมยเรือและเครื่องยนต์ของชาวประมง และมีบางครั้งที่ลงมือฆ่าชาวบ้านชาวประมงที่ไปขัดขวาง แต่ทั้งนี้ก็ไม่บ่อยและไม่รุนแรงมากเท่าในอดีต
ปัจจุบัน เกาะมิกิงโก แห่งนี้ ยังคงได้ชื่อว่าเป็นเกาะที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อาจจะได้ชื่อนี้อยู่อีกไม่นาน อันเนื่องมาจากประชากรที่หนาแน่น ก็ทำให้ทรัพยากรลดน้อยลง และผู้คนก็เริ่มอพยพออกไปหาทำเลจุดหาปลาใหม่ ๆ มากขึ้น
ภาพจาก
dalafm.co.ke, amusingplanet.com
https://hilight.kapook.com/view/150496
Subscribe to:
Posts (Atom)


















