Wednesday, February 19, 2020

เหมียวถูกธนูปักหัว คนยิงกะเอาชีวิต โซซัดโซเซรอความตาย แต่พบปาฏิหาริย์

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Animal Welfare League of Arlington

          แมวถูกธนูยิงใส่หัว ลูกธนูทะลุหางตาเข้าไปในตัว อาการสาหัสปางตาย แต่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ และได้รับการช่วยเหลือจากคนใจดี

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Animal Welfare League of Arlington

           ย้อนกลับไปในวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นวันแห่งความรัก และควรเป็นวันแห่งความสุขของทุกคน แต่สัตว์โลกตัวน้อยที่น่าสงสารตัวหนึ่งกลับต้องพบเจอกับชะตากรรมสุดโหดร้ายป่าเถื่อน โดยในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 แมวสีส้มเพศผู้ตัวหนึ่งเดินโซซัดโซเซอยู่ริมถนนในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย สหรัฐฯ

          เจ้าแมวอยู่ในสภาพอิดโรยและได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก มันโดนคนจิตใจอำมหิตยิงธนูใส่หัว เหมือนตั้งใจกะให้มันตาย ธนูดังกล่าวได้พุ่งทะลุบริเวณข้างดวงตาข้างขวา ปักลึกเข้าไปในตัวมัน

          เหมียวรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่ชะตาของมันกำลังจะดับลง ทว่ากลุ่มคนใจดีได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และพวกเขาพยายามทุกวิถีทาง เพื่อช่วยเหลือแมวน่าสงสารตัวนี้


           เรื่องราวของเจ้าเหมียวน่าสงสาร ถูกหยิบยกมารายงานโดยเว็บไซต์เมโทร เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 โดยเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ Animal Welfare League of Arlington ในอาร์ลิงตันเคาน์ตี รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐฯ ได้รับรู้เรื่องราวของเหมียวดังกล่าวและขอรับตัวมันมาดูแลในทันที เพราะถ้าหากไม่มีใครพบเห็น เจ้าเหมียวส้มตัวนี้คงต้องนอนตายอยู่ริมถนน จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้พามันไปยังโรงพยาบาลสัตว์เป็นการเร่งด่วน
          สัตวแพทย์พบว่าแผลบริเวณตามีขนาดใหญ่มาก เป็นรูกว้างหลายเซนติเมตร และฟิล์มเอกซเรย์เผยให้เห็นว่าธนูปักทะลุลึกเข้าไปในตัวแมว แต่เคราะห์ดีอย่างยิ่งที่ธนูไม่แทงโดนอวัยวะสำคัญ


            สัตวแพทย์ได้ให้ยาแก้ปวด และรีบทำการผ่าตัดนำธนูออกให้กับเจ้าเหมียวส้ม ขณะนี้มันพ้นขีดอันตรายแล้ว และกำลังพักฟื้นอยู่ที่มูลนิธิ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตั้งชื่อให้กับเหมียวผู้รอดชีวิตว่า คิวปิด (Cupid) ซึ่งมีความหมายว่า กามเทพ เพราะมันถูกช่วยมาได้ในวันแห่งความรัก

          "มันเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่สุ่มเสี่ยงมากสำหรับแมวอายุน้อย และผอมซูบ น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ดังนั้นเราระมัดระวังอย่างมาก และพวกเราก็ไม่สามารถการันตีได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าคิวปิดจะรอดชีวิตจากการผ่าตัดครั้งนี้หรือไหม แต่เราทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยชีวิตมัน แล้วก็บอกได้เลยว่า เหมียวส้มตัวนี้คือนักสู้ที่แท้จริง" สัตวแพทย์ กล่าว


          หลังจากผ่าตัด คิวปิดได้เผยให้เห็นโฉมหน้าของเจ้าเหมียวที่น่ารัก และขี้อ้อน มันรักมนุษย์ที่ดูแลมัน แม้ว่าจะถูกมนุษย์ทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสมากก็ตาม ทั้งนี้ คิวปิดยังไม่หายสนิทและยังคงต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ที่น่ากังวลก็คือ คิวปิดมีอาการติดเชื้อด้วย ดังนั้นมันคงไม่มีทางหายขาดได้ในข้ามคืน

          ในตอนนี้สัตวแพทย์ต้องรักษามันด้วยการให้ยาฆ่าเชื้อ 2 ตัว แล้วรอดูอาการต่อไปว่าจะมีการติดเชื้ออีกหรือไม่ และจะเป็นการติดเชื้อแบบไหน อย่างไร ทางด้านมูลนิธิก็ได้เปิดระดมทุนเพื่อหาเงินค่าผ่าตัดและค่ารักษาพยาบาลให้กับคิวปิด ซึ่งยอดอยู่ที่ 6,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 202,670 บาท


          ล่าสุด ทางเพจมูลนิธิ Animal Welfare League of Arlington ได้โพสต์อัปเดตอาการของคิวปิด พร้อมกับประกาศข่าวดีว่ามีคนใจบุญร่วมสมทบทุนบริจาคช่วยเหลือคิวปิดอย่างท่วมท้น จนยอดเงินทะลุไปถึง 65,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2,026,700 บาท ! ซึ่งนับว่าเกินความคาดหมายไปอย่างมาก เจ้าหน้าที่ทุกคนซาบซึ้งและขอบคุณกับทุกน้ำใจที่ได้รับ คิวปิดเองก็คงยินดีมากเช่นกัน


          ตอนนี้เจ้าเหมียวไม่ต้องไปเร่ร่อนอยู่ข้างถนน และเสี่ยงชีวิตอีกต่อไปแล้ว มันพ้นภัยจากมือคนใจร้าย มาอยู่ในอ้อมกอดของคนใจดี ทั้งนี้ก็ขอให้เหมียวกามเทพน้อย ๆ ตัวนี้หายจากการบาดเจ็บและกลับมาแข็งแรงได้ในเร็ววันนะ




Wednesday, December 25, 2019

เมื่อเด็กน้อยคิดว่าชายมุสลิมหนวดขาว เป็นลุงซานต้า งานนี้ภารกิจส่งความสุขจึงเริ่มขึ้น


ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

เมื่อเด็กน้อยเข้าใจผิด คิดว่าชายมุสลิมหนวดขาวเป็นซานตาคลอส เรื่องราวดี ๆ จึงเริ่มต้นขึ้น กับการสวมบทลุงซานต้ามาตลอดทุกปีหลังจากนั้น ไม่ทำลายความฝันของเด็กน้อย

สำหรับใครหลาย ๆ คน ซานตาคลอสอาจเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ไม่มีอยู่จริง เป็นแค่นิทานหลอกเด็กหรือเป็นเพียงอีกสัญลักษณ์ของช่วงคริสต์มาส แต่สำหรับเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งในอังกฤษ เขาเชื่อสนิทใจว่าคุณลุงซานต้านั้นมีตัวตนอยู่จริง ๆ แถมเขาเองก็ยังเคยพบลุงซานต้าตัวจริงมาแล้วด้วย ซึ่งความเชื่อของเขานี่เองที่กลายเป็นบ่อเกิดของเรื่องราวอันน่าประทับใจ ที่นำพาความสุขมาให้ผู้ที่ได้รับรู้เรื่องราวของเขา

โดยเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2560 เว็บไซต์บัซฟีด เปิดเผยว่า เรื่องราวทั้งหมดนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน อัลฟี่ เด็กชายตัวน้อยวัย 2 ขวบ ได้บังเอิญพบเห็นบุคคลที่เขากำลังเฝ้ารอในวันคริสต์มาส เดินผ่านหน้าบ้านเขาไป ซึ่งคนที่เขาเห็นนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นซานตาคลอสนั่นเอง !

"ดูซิฮะ นั่นลุงซานต้า" อัลฟี่ รีบตะโกนบอกแม่ของเขาด้วยความตื่นเต้น ซึ่งดูเหมือนว่าเสียงเล็ก ๆ ของเขาจะดังพอที่จะทำให้ลุงซานต้าผู้นั้นได้ยิน ลุงซานต้าจึงได้เดินกลับมาเคาะประตูบ้านของเขา พร้อมมอบของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แก่เด็กชาย สิ่งนั้นเองที่ยิ่งทำให้เด็กชายเชื่อหมดใจว่าเขาได้พบกับความอัศจรรย์ของวันคริสต์มาสเข้าแล้วจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม แท้จริงแล้วลุงซานต้าผู้นี้มีชื่อว่า ฮุสเซน เขาเป็นชายมุสลิมที่ทำงานอยู่ในบริษัทบัญชีแห่งหนึ่ง และบังเอิญเดินผ่านหน้าบ้านของเด็กชายในวันดังกล่าวเมื่อปี 2556 โดยส่วนตัวแล้วเขาเองก็ไม่ได้ดูเหมือนซานตาคลอสอะไรนัก เว้นเพียงหนวดเครายาว ๆ สีขาวนี้ที่น่าจะทำให้เด็กชายเข้าใจผิด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อาจปล่อยให้ความฝันของเด็กที่เรียกเขาว่าลุงซานต้าต้องจบลง นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาเดินกลับไปมอบเงินจำนวนเล็กน้อยแก่เด็กชาย แทนของขวัญวันคริสต์มาส

แม้ของขวัญในวันนั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่ได้เตรียมพร้อมอะไร แต่เขาย่อมไม่พลาดที่จะเตรียมของขวัญจริง ๆ มามอบให้เด็กชายในวันคริสต์มาสทุกปีหลังจากนั้น ซึ่งนอกจากฮุสเซนจะมีของขวัญให้เด็กชายอัลฟี่แล้ว เขาก็ยังไม่ลืมเตรียมของขวัญไว้ให้ ฮาร์ลีย์ พี่สาวของอัลฟี่ ด้วย
ด้าน เทรซี่ แอชฟอร์ด-โรส แม่ของเด็ก ๆ เผยว่า ชายใจดีคนนี้ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในวันคริสต์มาสของครอบครัวเธอไปแล้ว และมันคงไม่มีวันเหมือนเดิมหากไม่มีลุงซานต้าตัวจริงคนนี้ของอัลฟี่ ซึ่งนับจากวันที่ครอบครัวของเธอได้รู้จักกับชายคนนี้ เขาก็ยังแวะเวียนมาหาเด็ก ๆ เรื่อย ๆ ในทุกปี นอกจากเขาจะนำของขวัญมาให้เด็ก ๆ ในวันคริสต์มาสแล้ว แม้แต่วันเกิดของอัลฟี่และฮาร์ลีย์ เขาก็ยังเดินทางมาร่วมงานวันเกิดและมอบของขวัญแก่เด็ก ๆ ด้วย โดยไม่พลาดแม้แต่ปีเดียว

จนถึงตอนนี้ครอบครัวของเธอก็ยังแลกเปลี่ยนของขวัญกับฮุสเซนในวันคริสต์มาส ซึ่งสิ่งที่ฮุสเซนทำนั้นก็น่ารักมาก เขาจับมืออัลฟี่และก็กอดเขาไว้อย่างอบอุ่น เขานำพาความสุขมาให้ลูกชายของเธออย่างแท้จริง

ขณะที่ อะแมนด้า เทย์เลอร์ เพอร์เชส เพื่อนบ้านของอัลฟี่ เผยว่า สำหรับเธอแล้วมันเป็นเรื่องที่น่าอบอุ่นใจอย่างมาก แม้ว่าชายคนนี้จะไม่ได้เชื่อในเรื่องของซานตาคลอส ไม่ได้มีหน้าตาหรือชุดที่ดูเหมือนซานตาคลอสในจินตนาการ แต่เขาก็ยังยินดีเดินทางมามอบของขวัญแก่เด็กชายสม่ำเสมอ เขาดูเป็นมิตร และจิตใจดี การที่ชายคนหนึ่งเลือกจะกลับมาที่บ้านหลังหนึ่งในทุก ๆ ปีและไม่เคยลืมวันเกิดเด็ก ๆ แถมยังเตรียมของขวัญให้พี่สาวของอัลฟี่ด้วย มันเป็นอะไรที่น่ารักมาก ๆ

ทั้งนี้หลังจากที่เรื่องราวดังกล่าวถูกนำมาบอกเล่าผ่านทางกลุ่มเฟซบุ๊กในชุมชนดังกล่าว มันก็ได้สร้างความประทับใจแก่ชาวเมืองอย่างมาก หลายคนยังเผยด้วยว่าพวกเขาอยากจะร่วมมอบของขวัญแก่ลุงซานต้าตัวจริงคนนี้ด้วยเช่นกัน

Tuesday, December 3, 2019

แมวเสี่ยวปี้สิ้นท่า ผสมพันธุ์แมวสาว 5 ตัวรวด จนหมดสภาพ นอนแผ่ไร้เรี่ยวแรง

ภาพจาก candymush.com

        แมวหนุ่มหมดสภาพ หลังหลุดจากกรงขณะนอนโรงแรมแมว ตระเวนผสมพันธุ์ตัวเมีย 5 ตัวรวด ในคืนเดียว จนไร้เรี่ยวแรง เจ้าของต้องหอบไปให้น้ำเกลือ เผยล่าสุดฟื้นแล้ว หายฟ้าเหลือง

        เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า ฟ้าเหลือง กันมาบ้าง ซึ่งมักจะใช้ในเชิง 18+ ประมาณว่าทำ "กิจกรรม" อะไรบางอย่าง ติดต่อกันนานเกินไปจนอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมด และนั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะล่าสุด โมเมนต์แบบนี้ได้เกิดขึ้นกับแมวหนุ่มตัวหนึ่งในจีน ซึ่งวีรกรรมเด็ดดวงของมันได้กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากบนสังคมออนไลน์ สร้างความฮาแก่เหล่าชาวเน็ตเป็นอย่างมาก

         พี่แมวหนุ่มเจ้าชู้ตัวนี้ได้จัดหนักจัดเต็มในอย่างว่า หนักมากชนิดที่หมดแรงคอพับคออ่อน เรียกได้ว่าทั้งฟ้าเหลืองและคางเหลือง เกือบตายกันเลยทีเดียว

         จากการรายงานของเว็บไซต์มิเรอร์ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2562 โดยยอดแมวดังกล่าวมีชื่อว่า เสี่ยวปี้ เป็นเจ้าเหมียวพันธุ์รัสเซียนบลู อาศัยอยู่ในมณฑลกว้างตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ในช่วงก่อนเกิดเหตุ สามีภรรยาที่เป็นเจ้าของเสี่ยวปี้ มีความจำเป็นต้องพามันไปฝากไว้ที่โรงแรมสัตว์ (pet hotel) แห่งหนึ่ง พร้อมแจ้งให้ทราบว่ามันยังไม่ได้ถูกทำหมัน และคาดหวังว่าทางเจ้าหน้าที่จะดูแลมันเป็นอย่างดี ล็อกกรงของมันให้เรียบร้อย แต่ก็เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น


ภาพจาก candymush.com

            เจ้าของเล่าว่า เมื่อพวกเขาเดินทางไปรับตัวเสี่ยวปี้ในวันรุ่งขึ้น ก็พบว่าแมวสุดที่รักอยู่ในสภาพอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง ทำให้พวกเขาประหลาดใจมาก และเมื่อเปิดดูภาพในกล้องวงจรปิด ความจริงทุกอย่างก็เปิดเผย โดยทางโรงแรมไม่ได้ให้อาหารให้เสี่ยวปี้มากพอจนมันอิ่มท้อง และพนักงานก็ไม่ได้ล็อกกรงแมวอย่างแน่นหนาพอ จนปล่อยให้แมวเดินเพ่นพ่านไปทั่ว

           และในคืนนั้นเอง เสี่ยวปี้ได้แหกกรงของมันออกไป และได้ตระเวนไปกินตับแมวสาวตัวอื่น ๆ อย่างจัดเต็ม รายงานระบุว่า มันผสมพันธุ์กับแมวตัวเมียในโรงแรมอย่างน้อย 5 ตัว และเมื่อเสร็จกิจ มันก็หมดสภาพ ไม่สามารถลุกขึ้นมาเดินได้เลย แน่นอนว่าเจ้าของไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ทางโรงแรมกลับโบ้ยความผิดมาให้ กล่าวหาว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดของเสี่ยวปี้ และมันทำให้เจ้าของแมวตัวอื่น ๆ เดือดร้อน เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าแมวตัวเมียของตนจะถูกผสมพันธุ์

           เจ้าของเสี่ยวปี้จึงโพสต์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนสังคมออนไลน์ จวกการกระทำของทางโรงแรมว่าไร้ความเป็นมืออาชีพในการดูแลสัตว์ จนเสี่ยวปี้ออกไปทำกิจกรรมทางเพศจนสภาพร่อแร่ พวกเขาต้องพามันไปโรงพยาบาลสัตว์ และเสี่ยวปี้ก็ต้องนอนให้น้ำเกลือ ซึ่งหลังจากที่เรื่องนี้ตกเป็นข่าว ทางเจ้าของโรงแรงก็ได้ติดต่อเข้ามาขอโทษเจ้าของเสี่ยวปี้แล้ว พร้อมกับจ่ายเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลให้เสี่ยวปี้


ภาพจาก candymush.com

           โรงแรมยังระบุอีกว่า หากแมวตัวเมียที่ผ่านการผสมพันธุ์กับเสี่ยวปี้ แล้วตั้งท้องขึ้นมา ทางโรงแรมจะจ่ายเงิน 500 หยวน หรือประมาณ 2,130 บาท เป็นค่าเสียหาย และหากเจ้าของไม่ประสงค์ที่จะเลี้ยงลูกแมว ทางโรงแรมยินดีเป็นคนกลางในการขายลูกแมวให้ ทางด้านเจ้าของแมวตัวเมียเหล่านี้ ก็ได้พูดคุยกับเจ้าของเสี่ยวปี้แล้ว ซึ่งหากแมวตั้งท้อง พวกเขาอาจจะยกลูกแมวให้ หรือไม่ก็แลกเปลี่ยนเป็นเงิน 1,000 หยวน หรือประมาณ 4,260 บาท

           ล่าสุด เสี่ยวปี้อาการดีขึ้น ฟื้นตัว และสามารถกลับบ้านได้แล้ว


https://pet.kapook.com/view215547.html

Sunday, December 1, 2019

รู้จักกับเมืองที่การตายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ต้องออกนอกเมืองก่อนถึงวาระสุดท้าย

ภาพจาก Fredy Thuerig / Shutterstock.com

รู้จักกับ ลองเยียร์เบียน ดินแดนอันหนาวเหน็บตอนเหนือของนอร์เวย์ ที่การตายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ต้องออกนอกเมืองก่อนถึงวาระสุดท้าย เพื่อไม่ให้มีการฝังศพในเมือง

          การตายนั้นถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่ไม่มีใครหนีพ้น ไม่ว่าที่ใดก็ตามบนโลกย่อมต้องมีการตายเกิดขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นกลับมีสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งการตายได้กลายมาเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย นั่นก็คือ เมืองลองเยียร์เบียน (Longyearbyen) แห่งเกาะสฟาลบาร์ ดินแดนขั้วโลกอันหนาวเหน็บ ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศนอร์เวย์

          แน่นอนว่าการออกกฎหมายแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้ผู้คนในเมืองอยู่ยงคงกระพัน การตายของผู้คนที่เมืองแห่งนี้ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ในวาระสุดท้ายของชีวิตพวกเขาจำต้องเดินทางออกไปยังนอกเมืองเสียก่อน ไม่สามารถลาโลกได้ขณะอยู่ในเมืองแห่งนี้ แน่นอนว่าการออกกฎหมายแต่ละข้อนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่มันมีเหตุผลที่สำคัญที่อธิบายได้ว่าเพราะเหตุใด จึงไม่อนุญาตให้มีการตายเกิดขึ้นในเมือง

          โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ ladbible.com ซึ่งได้หยิบยกเรื่องราวของเมืองลองเยียร์เบียน มานำเสนอเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 เปิดเผยว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องมาจากเมืองแห่งนี้ ตั้งอยู่ในเขตอาร์กติก เซอร์เคิล (Arctic Circle) หรือพื้นที่ในวงกลมละติจูดที่อยู่เหนือสุดของโลก ทำให้สภาพภูมิอากาศในเมืองนั้นมีความหนาวเย็นระดับเยือกแข็ง ไม่ว่าบนดินหรือใต้ผืนดินต่างก็หนาวเหน็บจนถูกแช่แข็งได้ไม่ยาก

ภาพจาก Fredy Thuerig / Shutterstock.com

          ด้วยความหนาวเหน็บสุดขั้วเช่นนี้เอง ทำให้ศพของชาวเมืองที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินนั้น ถูกแช่แข็งให้คงสภาพอยู่เช่นนั้น ไม่ย่อยสลายไปตามกาลเวลาดังศพที่ถูกฝังในพื้นที่อื่น ๆ ทำให้พื้นที่ที่จะใช้ในการฝังศพนั้นมีจำกัด อีกทั้งเหตุผลสำคัญที่สุดในการออกกฎหมายห้ามเสียชีวิตในเมือง คือเพื่อป้องกันการระบาดของโรค เนื่องจากเชื้อโรคใดก็ตามที่อยู่ภายในศพซึ่งถูกแช่แข็ง จะถูกทำให้คงสภาพไม่สลายไปด้วยเช่นกัน

          ย้อนกลับไปในปี 2461 โลกเกิดการระบาดครั้งใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งคร่าชีวิตคนบนโลกไปถึง 50-100 ล้านชีวิต ซึ่งในครั้งนั้นได้มีคนของเมืองลองเยียร์เบียน เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวถึง 11 คน ศพของพวกเขาเหล่านี้ได้ถูกฝังไว้ใต้ดินของเมือง

          กระทั่งเวลาผ่านไปในปี 2493 ชาวเมืองจึงได้พบความจริงว่าศพที่ฝังอยู่ใต้ดินนั้นไม่เน่าสลาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนกฎหมายไม่ให้มีการตายเกิดขึ้นภายในเมืองแห่งนี้ เพื่อไม่ให้มีใครถูกฝังในเมืองอีก ป้องกันการเกิดโรคระบาดขึ้น

          นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์หนึ่งที่ตอกย้ำถึงความเป็นจริงเรื่องที่เชื้อโรคต่าง ๆ จะยังถูกเก็บรักษาอยู่ภายในตัวศพ โดยในปี 2533 ได้มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่เข้ามาศึกษาเรื่องผู้เสียชีวิตบนเกาะ ซึ่งครั้งนั้นพวกเขาได้ขุดศพหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุไข้หวัดใหญ่ระบาดขึ้นมา และแล้วเชื้อไวรัสก็ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ในกลุ่มนั้นรายหนึ่งเสียชีวิต

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก dailymail.co.uk
https://hilight.kapook.com/view/171536

Thursday, January 11, 2018

ญี่ปุ่นเปิดบริการ งานศพแบบไดรฟ์ทรู ร่วมไว้อาลัยเสร็จสรรพ ไม่ต้องลงจากรถ




        ญี่ปุ่นเปิดบริการให้แขกเข้าร่วมงานศพแบบไดรฟ์ทรู ร่วมแสดงความอาลัยในพิธีได้แบบเสร็จสรรพ โดยไม่ต้องลงจากรถ เผยเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้สูงอายุและคนพิการ

         ในยุคที่ชีวิตต้องรีบเร่ง เวลาเป็นสิ่งสำคัญและมีจำกัด ธุรกิจหลายรายได้เปิดให้ลูกค้าขับรถเข้าไปใช้บริการได้เลย โดยที่ไม่ต้องลงจากรถ หรือที่รู้จักกันว่า ไดรฟ์ทรู โดยบริการที่ว่านี้ใช้เวลาเพียงไม่นานก็เสร็จสิ้น จึงทำให้เกิดความสะดวกและสบายแก่ผู้บริโภค ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนยุคนี้เป็นอย่างมาก

         โดยล่าสุด เว็บไซต์ Rocketnews24 เผยว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2560 สถานฌาปนกิจยูเอดะ มินามิ ไอโชเดน ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองยูเอดะ จังหวัดนากาโนะ ประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดบริการงานศพแบบไดรฟ์ทรู ให้แขกที่เดินทางมาเข้าร่วมงานสามารถขับรถเข้าไปแสดงความอาลัยแด่ผู้เสียชีวิตภายในพิธีศพได้เลย โดยสามารถเซ็นลงนาม เขียนข้อความแสดงความอาลัย ทำความเคารพศพ และหยิบผงธูปใส่ลงในที่เผาธูป รวมไปถึงฝากซองเงินให้กับญาติ ผ่านทางหน้าต่างประตูรถได้ทั้งหมดแบบเสร็จสรรพ โดยที่ไม่ต้องลงจากรถเลย

         สำหรับบริการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบสนองสังคมสูงอายุของญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น โดยคนกลุ่มนี้จะประสบปัญหาความยากลำบากในการไปต่อแถวเข้าคิวเป็นเวลานานเพื่อรอเคารพศพ หรือบางรายอาจจะมีความไม่สมบูรณ์ทางร่างกาย ก็จะสามารถไปร่วมพิธีศพได้เช่นกัน ทั้งนี้ ครอบครัวของผู้เสียชีวิต ยังสามารถมองเห็นแขกที่ขับรถเข้ามาร่วมงานแบบไดรฟ์ทรู ผ่านทางกล้องวิดีโอที่ติดตั้งไว้ โดยจะเชื่อมต่อสัญญาณภาพไปยังหน้าจอมอนิเตอร์ที่อยู่ภายในงาน 
         
        จูเคน ทาเคฮาระ ผู้อำนวยการสถานฌาปนกิจดังกล่าว เปิดเผยว่า ในตอนแรกมีผู้คนจำนวนหนึ่งมีความเห็นว่า บริการงานศพแบบไดรฟ์ทรูดังกล่าว เป็นการแสดงถึงความไม่เคารพและไม่ให้เกียรติผู้เสียชีวิต รวมไปถึงครอบครัวของผู้เสียชีวิต แต่พอหลังจากเวลาผ่านไป ผู้คนก็เริ่มเข้าใจว่า บริการดังกล่าวมีจุดประสงค์ดีเพื่อผู้สูงอายุและผู้พิการอย่างแท้จริง

         ทั้งนี้ทั้งนั้น บริการไดรฟ์ทรูดังกล่าวนี้ เพียงแค่ช่วยทำให้ผู้คนเข้าไปร่วมพิธีศพได้สะดวกมากขึ้น แต่ขั้นตอนพิธีการต่าง ๆ ก็ยังคงอยู่เช่นเดิม และที่สำคัญคือความตั้งใจของผู้ที่ไปร่วมงาน ที่ต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ ต้องการจะไปแสดงความเสียใจและบอกลาคนที่รักเป็นครั้งสุดท้าย สิ่งนั้นต่างหากคือเป้าหมายที่แท้จริง 

https://hilight.kapook.com/view/165662

Sunday, December 10, 2017

ทีมงานน้ำตาไหล ถ่ายคลิปหมีขั้วโลกอดอยาก-คุ้ยขยะกิน รอวันตายช้า ๆ




          ทีมงานถ่ายทำสารคดีสุดเศร้า ยืนน้ำตาไหลพราก ถ่ายคลิปหมีขั้วโลกอดอยากผอมแห้ง ประคองร่างคุ้ยถังขยะหาอาหารประทังชีวิต รอวันตายอย่างช้า ๆ


          เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2560 เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ เผยรายงานชวนเศร้าระบุว่า ทีมงานถ่ายทำสารคดีได้เปิดเผยภาพถ่ายสุดสะเทือนใจ แสดงให้เห็นชะตากรรมของหมีขั้วโลกตัวหนึ่ง ที่อยู่ในสภาพผอมโซจนเห็นกระดูก กำลังต่อสู้กับความหิวโหยเพื่อเอาชีวิตรอด พยายามพาร่างที่อ่อนล้าใกล้และจะหมดแรงเต็มที ไปคุ้ยเขี่ยหาอาหารในถังขยะกิน ภายในพื้นที่ที่ไม่มีน้ำแข็ง ตามธรรมชาติที่มันควรจะเป็น  


          พอล นิกเลน ช่างภาพและผู้สร้างภาพยนตร์จากกลุ่มซีเลกาซี ( Sea Legacy) องค์กรเอกชนด้านสังคม พร้อมกับกลุ่มทีมงาน เป็นผู้พบเห็นหมีขั้วโลกตัวดังกล่าว บริเวณเกาะแบฟฟิน ของประเทศแคนาดา ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา โดยนิกเลน เผยว่า เขาเคยเห็นหมีที่อาศัยเติบโตในป่าแถบพื้นที่ห่างไกลทางตอนเหนือของแคนาดา แต่สำหรับหมีขั้วโลกนั้น พวกเขาไม่ได้เตรียมใจที่จะเห็นภาพเช่นนี้นี้มาก่อน 

 
          "พวกเรายืนร้องไห้กันที่ตรงนั้น ถ่ายไปพร้อมน้ำตาที่ไหลพรากอาบแก้ม" นิกเลน กล่าวกับรายงานของเนชั่นแนลจีโอกราฟิก

  
           ทั้งนี้ นิกเลน เผยว่า เขาอยากที่จะเข้าไปช่วยเหลือ แต่ไร้ซึ่งหนทาง เนื่องจากไม่มีทั้งปืนยิงยาสลบ หรือเนื้อสัตว์ไขมันสูงสำหรับมัน พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะบันทึกภาพของมันเอาไว้ เพื่อที่ว่าการตายของมันจะได้ไม่สูญเปล่า

 
          "นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าหมีขั้วโลกกำลังจะสูญพันธุ์ ผมอยากให้ผู้คนได้ตระหนักว่ามันเป็นเช่นไร หมีกำลังจะอดตาย และนี่แหละคือสภาพของมัน" นิกเลน กล่าว

 
          รายงานเผยว่า หมีขั้วโลกอาศัยทะเลน้ำแข็งในการออกล่าหาอาหารหลักของมัน อันได้แก่ แมวน้ำ แต่ภายหลังจากเกิดภาวะโลกร้อน สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบให้น้ำแข็งในแถบอาร์กติกละลาย และหมีเหล่านั้นต้องประสบภาวะอดอยาก ทั้งนี้ ในรายงานการวิจัยของสหภาพภูมิศาสตร์ยุโรป (European Geosciences Union) ที่ตีพิมพ์เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ยังเผยว่า การละลายของทะเลน้ำแข็งยังคงเป็นภัยที่คุกคามประชากรหมีขั้วโลก นอกจากนี้ ยังมีรายงานเผยว่า หมีใช้ความรู้สึกของพวกมัน ในการดมกลิ่นหาเหยื่อ โดยพวกมันต้องอาศัยทิศทางของลม แต่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น ส่งผลให้พวกมันรับรู้กลิ่นของเหยื่อได้ยากมากขึ้นด้วย 

  
ภาพจาก Instagram paulnicklen
https://hilight.kapook.com/view/164947