Sunday, August 30, 2020
สะพรึง ! พบเต่าอัลลิเกเตอร์ยักษ์ หนักเกือบ 50 กก. ราวกับหลุดมาจากยุคดึกดำบรรพ์
นักวิจัยในฟลอริดา สหรัฐฯ จับเต่าอัลลิเกเตอร์ยักษ์ น้ำหนักตัวเกือบ 50 กิโลกรัม หน้าตาสะพรึงราวกับหลุดมาจากยุคดึกดำบรรพ์ คาดอายุอยู่ระหว่างช่วง 40-80 ปี
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2563 เว็บไซต์ฟ็อกซ์นิวส์ เผยว่า เฟซบุ๊กสถาบันวิจัยปลาและสัตว์ป่าในฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ได้แชร์ภาพพร้อมรายงาน ระบุว่า ทีมเจ้าหน้าที่พบเต่าอัลลิเกเตอร์ยักษ์ ในพื้นที่เขตเกนส์วิลล์ จำนวน 2 ตัว เป็นตัวผู้และตัวเมีย ตัวผู้หนัก 100 ปอนด์ (ประมาณ 45 กิโลกรัม) ส่วนตัวเมียหนัก 46 ปอนด์ (ประมาณ 20 กิโลกรัม)
ทางเจ้าหน้าที่เผยว่า แม่น้ำ The New River เป็นธารน้ำที่มีผลผลิตทางชีวภาพต่ำ ดังนั้นการพบเต่าขนาดใหญ่ในลำธารขนาดเล็กเช่นนี้ จึงถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติ เชื่อว่าพวกมันน่าจะถูกคุกคาม โดยคาดว่าเต่าทั้งคู่มีอายุอยู่ช่วงระหว่าง 40-80 ปี ภายหลังจากถ่ายภาพและเก็บข้อมูลทางเจ้าหน้าที่ก็ปล่อยพวกมันกลับสู่ธรรมชาติไป
National Geographic ระบุว่า เต่าอัลลิเกเตอร์ สามารถมีชีวิตอยู่ได้ระหว่าง 50-100 ปี ตัวผู้สามารถมีน้ำหนักได้ถึง 175 ปอนด์โดยเฉลี่ย ขณะที่บางตัวที่พบมีน้ำหนักสูงสุดถึง 220 ปอนด์ ปกติแล้วไม่มีนักล่าตามธรรมชาติ เว้นเสียแต่มนุษย์ ซึ่งส่งผลให้จำนวนของพวกมันลดน้อยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ลักษณะเฉพาะของเต่าอัลลิเกเตอร์คือ ส่วนหัวและขาใหญ่ จนไม่สามารถหดเข้าในกระดองได้ กระดองหลังมีสันหนาเป็นปุ่ม คล้ายหลังของจระเข้ จึงเป็นที่มาของชื่อ อัลลิเกเตอร์ มันมีดวงตาที่ดุดันน่ากลัว มีจงอยปากแหลม และหางที่หนาใหญ่
สำหรับ เต่าอัลลิเกเตอร์ หรือเต่าอัลลิเกเตอร์ สแนปปิ้ง (Alligator snapping turtle) เป็นเต่านํ้าจืดที่ใหญ่ที่สุด อยู่ในวงศ์เต่าสแนปปิ้ง (Chelydridae) ซึ่งเป็นเต่าเพียงชนิดเดียวที่เหลืออยู่ในสกุล Macrochelys ขณะที่ชนิดอื่นได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้วตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มันจึงถือได้ว่าเป็น ซากดึกดำบรรพ์ที่มีชีวิตชนิดหนึ่ง
ขอบคุณข้อมูลจาก Foxnews, FWCResearch, FWC Fish and Wildlife Research Institute
https://hilight.kapook.com/view/205879
Monday, July 13, 2020
เปิดชะตากรรมสลด วาฬสูญฟันเกือบหมดปาก หงุดหงิดแทะขอบสระ หลังถูกขังในธีมปาร์ค
ภาพจาก One Voice
เปิดชะตากรรมสลด วาฬเพชฌฆาตสูญเสียฟันเกือบหมดปาก ได้รับความทรมานทั้งกายใจ หลังถูกขังในธีมปาร์ค ชี้แทะขอบสระจนฟันพัง องค์กรสิทธิสัตว์จี้รัฐบาลฝรั่งเศส ยุติการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำในอควาเรียม
วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 เว็บไซต์ Ladbible รายงานว่า องค์กรสิทธิสัตว์ในประเทศฝรั่งเศส ได้ออกมาเผยภาพชวนช็อกของวาฬเพชฌฆาตกับชะตากรรมน่าสลด หลังพบว่า Inouk วาฬเพชฌฆาตที่ถูกขังอยู่ในธีมปาร์คแห่งหนึ่ง ได้สูญเสียฟันไปจนเกือบหมดทั้งปาก จากการใช้ฟันแทะและกัดกำแพงคอนกรีตในสระของมัน ในช่วงที่ภาวะจิตใจของไม่ปกติ เกิดความหงุดหงิดจากการถูกขังอยู่ในสระ
สำหรับ Inouk เป็นวาฬเพชฌฆาตที่อยู่ในความดูแลของ Marineland Antibes ธีมปาร์คในโกตดาซูร์ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมือนคานส์และเมืองนีซ ของฝรั่งเศส มันเป็นหนึ่งในสัตว์ทะเลที่ถูกนำมาจัดแสดงอยู่ในสถานที่ดังกล่าว โดยข้อมูลจากองค์กร One Voice เผยว่า การที่วาฬเพชฌฆาตตัวนี้ต้องอาศัยอยู่ในสระน้ำ ซึ่งมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับท้องสมุทรที่ควรเป็นแหล่งอาศัยตามธรรมชาติ ทำให้สัตว์ได้รับความทุกข์ทรมานและเกิดภาวะหงุดหงิด นำมาสู่พฤติกรรมกัดแทะกำแพงคอนกรีดในสระ จนฟันเสียหาย นอกจาก Inouk จะเกิดแผลที่เหงือก ฟันสึกไปจนหมด มันยังมีปัญหาในการขย้อน และมีกรดในกระเพาะอาหารด้วย
One Voice ชี้ว่า ที่จริงแล้วทางองค์กรควรจะได้ประชุมร่วมกับทางการฝรั่งเศสในวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เพื่อหารือเรื่องการสั่งห้ามไม่ให้มีการกักขังรวมถึงการค้าขายสัตว์ทะเล มันป็นการประชุมที่พวกเขาเฝ้ารอมานาน แต่การประชุมนี้กลับถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีคำอธิบายใด ๆ
ทางองค์กรยังระบุอีกว่า Inouk ซึ่งเป็นวาฬเพชฌฆาตตัวเดียวในฝรั่งเศสอาศัยอยู่ใน Marineland Antibes การที่มันไปกัดกินแพงของสระ ทำให้มันได้รับความเจ็บปวดทรมานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลกระทบทางร่างกาย อันเกิดจากความทรมานทางจิตใจ
ขณะนี้ทางองค์กรดังกล่าวยังเรียกร้องให้รัฐบาลฝรั่งเศส สั่งแบนการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำในอคาเรียมด้วย โดยชี้ว่ามีบ่อยครั้งที่ลูกวาฬหรือโลมาคลอดออกมาได้ไม่นานก็ตาย พวกเขายังต้องการให้มีการห้ามซื้อขายสัตว์ทะเล ที่ควรจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในธรรมชาติด้วย
โดย มูเรียล อาร์นัล ประธานผู้ก่อตั้ง One Voice ระบุว่า สัตว์เหล่านี้มีความฉลาดสูงและจำเป็นต้องอยู่ในทะเล สระน้ำไม่อาจทดแทนแหล่งอาศัยตามธรรมชาติของพวกมันได้ ในทะเลพวกมันสามารถว่ายน้ำได้เป็นร้อยไมล์ต่อวัน แต่เมื่อถูกขังอยู่ในกรง ทำให้กล้ามเนื้อของพวกมันอ่อนแอ และเกิดความเบื่อ เธอมองว่าวาฬเหล่านี้ควรได้อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ในมหาสมุทร เพื่อที่มันจะได้ว่ายน้ำในระยะทางไกล ๆ เป็นแนวตรงได้ แทนที่จะว่ายวนอยู่ในสระ ให้พวกมันได้เรียนรู้วิธีออกล่าอาหาร และใช้ชีวิตในสถานที่ที่ได้รับการคุ้มครอง
ทั้งนี้ One Voice ยังได้ยื่นฟ้องรัฐบาลฝรั่งเศส ที่ปล่อยให้สัตว์น้ำเหล่านี้ได้รับความทรมาน โดยพวกเขาเรียกร้องเงินชดเชยจำนวน 500,000 ยูโร หรือราว 17 ล้านบาท เพื่อจะนำไปสร้างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทางทะเลต่อไป
https://hilight.kapook.com/view/204264
Saturday, May 30, 2020
ตำรวจอินเดียจับพิราบยัดกรงขัง หลังต้องสงสัยเป็นสายลับข้ามชาติ พบมีรหัสลับ !
ตำรวจอินเดียจับนกพิราบยัดกรงขัง หลังต้องสงสัยเป็นสายลับข้ามชาติ คาดถูกส่งมาจากปากีสถาน ก่อนเจ้าของนกปรากฏตัว ร้องเป็นนกธรรมดา ขอส่งกลับคืน
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 เว็บไซต์ Unilad เผยรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจอินเดีย ได้ทำการจับกุมผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับจากต่างแดน ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเจ้านกพิราบตัวหนึ่ง ภายหลังจากถูกพบว่าบินเข้ามาใกล้บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ชายแดน และดูเหมือนว่าจะมีรหัสลับบางอย่างอยู่ที่ขาของมัน
ตามรายงานของเว็บไซต์ไทม์สออฟอินเดีย ระบุว่า นกพิราบตัวดังกล่าวถูกจับได้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยชาวบ้านในหมู่บ้านมันยารี ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ฮีรานาการ์ ของรัฐชัมมูและแคชเมียร์ ใกล้กับเขตแดนระหว่างอินเดียและปากีสถาน เป็นคนพบมัน ก่อนจะแจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้เข้ามาตรวจสอบ แล้วนำตัวมันไปขังกรงไว้
ลักษณะพิเศษของเจ้านกพิราบที่ทางการอินเดียเชื่อว่าเป็นสายลับตัวนี้คือ มีแหวนสวมอยู่ที่ขาข้างหนึ่งของมัน ซึ่งบนแหวนมีเลขรหัสติดอยู่ นอกจากนี้ตัวของมันยังถูกทาสีชมพูแต้มไว้ด้วย ทางเจ้าหน้าที่เผยว่า ไม่ทราบแน่ชัดว่ามันมาจากไหน ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน
ด้านชาวบ้านรายหนึ่งในพื้นที่ปากีสถาน ได้เผยกับสื่อท้องถิ่นอ้างตัวว่าเป็นเจ้าของนกพิราบตัวดังกล่าว แต่ปฏิเสธว่ามันไม่ใช่นกพิราบสายลับ โดยแหวนที่มีเลขอยู่นั้น เป็นเบอร์โทรศัพท์ที่ตนเขียนติดไว้ ทั้งนี้ เขายังบอกว่า เขาเป็นคนรักนกพิราบ เลี้ยงไว้หลายสิบตัว เมื่อวันก่อนมีงานเลี้ยงที่หมู่บ้านของเขา ที่ตั้งอยู่ใกล้เขตแดนอินเดียประมาณ 4 กิโลเมตร เขาได้ปล่อยนกเพื่อเฉลิมฉลอง ก่อนที่ตัวหนึ่งจะบินหายไป
ชาวปากีสถานรายนี้ได้ร้องเรียนไปยังนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ให้ส่งนกของตนกลับมา โดยขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามระเบียบข้อปฏิบัติและเคารพซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งขอเน้นย้ำว่า นกพิราบ เป็นเพียงสัตว์ผู้บริสุทธิ์ นกพิราบเป็นสัญลักษณ์ของความสงบ ความรัก และความอดทน ไม่มีทางที่มันจะไปเป็นสายลับแน่นอน
ขอบคุณข้อมูลจาก Unilad, Times of India
Wednesday, February 19, 2020
เหมียวถูกธนูปักหัว คนยิงกะเอาชีวิต โซซัดโซเซรอความตาย แต่พบปาฏิหาริย์
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Animal Welfare League of Arlington
แมวถูกธนูยิงใส่หัว ลูกธนูทะลุหางตาเข้าไปในตัว อาการสาหัสปางตาย แต่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ และได้รับการช่วยเหลือจากคนใจดี
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Animal Welfare League of Arlington
ย้อนกลับไปในวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นวันแห่งความรัก และควรเป็นวันแห่งความสุขของทุกคน แต่สัตว์โลกตัวน้อยที่น่าสงสารตัวหนึ่งกลับต้องพบเจอกับชะตากรรมสุดโหดร้ายป่าเถื่อน โดยในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 แมวสีส้มเพศผู้ตัวหนึ่งเดินโซซัดโซเซอยู่ริมถนนในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย สหรัฐฯ
เจ้าแมวอยู่ในสภาพอิดโรยและได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก มันโดนคนจิตใจอำมหิตยิงธนูใส่หัว เหมือนตั้งใจกะให้มันตาย ธนูดังกล่าวได้พุ่งทะลุบริเวณข้างดวงตาข้างขวา ปักลึกเข้าไปในตัวมัน
แมวถูกธนูยิงใส่หัว ลูกธนูทะลุหางตาเข้าไปในตัว อาการสาหัสปางตาย แต่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ และได้รับการช่วยเหลือจากคนใจดี
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Animal Welfare League of Arlington
ย้อนกลับไปในวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นวันแห่งความรัก และควรเป็นวันแห่งความสุขของทุกคน แต่สัตว์โลกตัวน้อยที่น่าสงสารตัวหนึ่งกลับต้องพบเจอกับชะตากรรมสุดโหดร้ายป่าเถื่อน โดยในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 แมวสีส้มเพศผู้ตัวหนึ่งเดินโซซัดโซเซอยู่ริมถนนในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย สหรัฐฯ
เจ้าแมวอยู่ในสภาพอิดโรยและได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก มันโดนคนจิตใจอำมหิตยิงธนูใส่หัว เหมือนตั้งใจกะให้มันตาย ธนูดังกล่าวได้พุ่งทะลุบริเวณข้างดวงตาข้างขวา ปักลึกเข้าไปในตัวมัน
เหมียวรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่ชะตาของมันกำลังจะดับลง ทว่ากลุ่มคนใจดีได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และพวกเขาพยายามทุกวิถีทาง เพื่อช่วยเหลือแมวน่าสงสารตัวนี้
เรื่องราวของเจ้าเหมียวน่าสงสาร ถูกหยิบยกมารายงานโดยเว็บไซต์เมโทร เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 โดยเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ Animal Welfare League of Arlington ในอาร์ลิงตันเคาน์ตี รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐฯ ได้รับรู้เรื่องราวของเหมียวดังกล่าวและขอรับตัวมันมาดูแลในทันที เพราะถ้าหากไม่มีใครพบเห็น เจ้าเหมียวส้มตัวนี้คงต้องนอนตายอยู่ริมถนน จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้พามันไปยังโรงพยาบาลสัตว์เป็นการเร่งด่วน
สัตวแพทย์พบว่าแผลบริเวณตามีขนาดใหญ่มาก เป็นรูกว้างหลายเซนติเมตร และฟิล์มเอกซเรย์เผยให้เห็นว่าธนูปักทะลุลึกเข้าไปในตัวแมว แต่เคราะห์ดีอย่างยิ่งที่ธนูไม่แทงโดนอวัยวะสำคัญ
สัตวแพทย์ได้ให้ยาแก้ปวด และรีบทำการผ่าตัดนำธนูออกให้กับเจ้าเหมียวส้ม ขณะนี้มันพ้นขีดอันตรายแล้ว และกำลังพักฟื้นอยู่ที่มูลนิธิ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตั้งชื่อให้กับเหมียวผู้รอดชีวิตว่า คิวปิด (Cupid) ซึ่งมีความหมายว่า กามเทพ เพราะมันถูกช่วยมาได้ในวันแห่งความรัก
"มันเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่สุ่มเสี่ยงมากสำหรับแมวอายุน้อย และผอมซูบ น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ดังนั้นเราระมัดระวังอย่างมาก และพวกเราก็ไม่สามารถการันตีได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าคิวปิดจะรอดชีวิตจากการผ่าตัดครั้งนี้หรือไหม แต่เราทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยชีวิตมัน แล้วก็บอกได้เลยว่า เหมียวส้มตัวนี้คือนักสู้ที่แท้จริง" สัตวแพทย์ กล่าว
หลังจากผ่าตัด คิวปิดได้เผยให้เห็นโฉมหน้าของเจ้าเหมียวที่น่ารัก และขี้อ้อน มันรักมนุษย์ที่ดูแลมัน แม้ว่าจะถูกมนุษย์ทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสมากก็ตาม ทั้งนี้ คิวปิดยังไม่หายสนิทและยังคงต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ที่น่ากังวลก็คือ คิวปิดมีอาการติดเชื้อด้วย ดังนั้นมันคงไม่มีทางหายขาดได้ในข้ามคืน
ในตอนนี้สัตวแพทย์ต้องรักษามันด้วยการให้ยาฆ่าเชื้อ 2 ตัว แล้วรอดูอาการต่อไปว่าจะมีการติดเชื้ออีกหรือไม่ และจะเป็นการติดเชื้อแบบไหน อย่างไร ทางด้านมูลนิธิก็ได้เปิดระดมทุนเพื่อหาเงินค่าผ่าตัดและค่ารักษาพยาบาลให้กับคิวปิด ซึ่งยอดอยู่ที่ 6,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 202,670 บาท
ในตอนนี้สัตวแพทย์ต้องรักษามันด้วยการให้ยาฆ่าเชื้อ 2 ตัว แล้วรอดูอาการต่อไปว่าจะมีการติดเชื้ออีกหรือไม่ และจะเป็นการติดเชื้อแบบไหน อย่างไร ทางด้านมูลนิธิก็ได้เปิดระดมทุนเพื่อหาเงินค่าผ่าตัดและค่ารักษาพยาบาลให้กับคิวปิด ซึ่งยอดอยู่ที่ 6,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 202,670 บาท
ล่าสุด ทางเพจมูลนิธิ Animal Welfare League of Arlington ได้โพสต์อัปเดตอาการของคิวปิด พร้อมกับประกาศข่าวดีว่ามีคนใจบุญร่วมสมทบทุนบริจาคช่วยเหลือคิวปิดอย่างท่วมท้น จนยอดเงินทะลุไปถึง 65,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2,026,700 บาท ! ซึ่งนับว่าเกินความคาดหมายไปอย่างมาก เจ้าหน้าที่ทุกคนซาบซึ้งและขอบคุณกับทุกน้ำใจที่ได้รับ คิวปิดเองก็คงยินดีมากเช่นกัน
ตอนนี้เจ้าเหมียวไม่ต้องไปเร่ร่อนอยู่ข้างถนน และเสี่ยงชีวิตอีกต่อไปแล้ว มันพ้นภัยจากมือคนใจร้าย มาอยู่ในอ้อมกอดของคนใจดี ทั้งนี้ก็ขอให้เหมียวกามเทพน้อย ๆ ตัวนี้หายจากการบาดเจ็บและกลับมาแข็งแรงได้ในเร็ววันนะ
Wednesday, December 25, 2019
เมื่อเด็กน้อยคิดว่าชายมุสลิมหนวดขาว เป็นลุงซานต้า งานนี้ภารกิจส่งความสุขจึงเริ่มขึ้น
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
เมื่อเด็กน้อยเข้าใจผิด คิดว่าชายมุสลิมหนวดขาวเป็นซานตาคลอส เรื่องราวดี ๆ จึงเริ่มต้นขึ้น กับการสวมบทลุงซานต้ามาตลอดทุกปีหลังจากนั้น ไม่ทำลายความฝันของเด็กน้อย
สำหรับใครหลาย ๆ คน ซานตาคลอสอาจเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ไม่มีอยู่จริง เป็นแค่นิทานหลอกเด็กหรือเป็นเพียงอีกสัญลักษณ์ของช่วงคริสต์มาส แต่สำหรับเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งในอังกฤษ เขาเชื่อสนิทใจว่าคุณลุงซานต้านั้นมีตัวตนอยู่จริง ๆ แถมเขาเองก็ยังเคยพบลุงซานต้าตัวจริงมาแล้วด้วย ซึ่งความเชื่อของเขานี่เองที่กลายเป็นบ่อเกิดของเรื่องราวอันน่าประทับใจ ที่นำพาความสุขมาให้ผู้ที่ได้รับรู้เรื่องราวของเขา
โดยเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2560 เว็บไซต์บัซฟีด เปิดเผยว่า เรื่องราวทั้งหมดนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน อัลฟี่ เด็กชายตัวน้อยวัย 2 ขวบ ได้บังเอิญพบเห็นบุคคลที่เขากำลังเฝ้ารอในวันคริสต์มาส เดินผ่านหน้าบ้านเขาไป ซึ่งคนที่เขาเห็นนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นซานตาคลอสนั่นเอง !
"ดูซิฮะ นั่นลุงซานต้า" อัลฟี่ รีบตะโกนบอกแม่ของเขาด้วยความตื่นเต้น ซึ่งดูเหมือนว่าเสียงเล็ก ๆ ของเขาจะดังพอที่จะทำให้ลุงซานต้าผู้นั้นได้ยิน ลุงซานต้าจึงได้เดินกลับมาเคาะประตูบ้านของเขา พร้อมมอบของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แก่เด็กชาย สิ่งนั้นเองที่ยิ่งทำให้เด็กชายเชื่อหมดใจว่าเขาได้พบกับความอัศจรรย์ของวันคริสต์มาสเข้าแล้วจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม แท้จริงแล้วลุงซานต้าผู้นี้มีชื่อว่า ฮุสเซน เขาเป็นชายมุสลิมที่ทำงานอยู่ในบริษัทบัญชีแห่งหนึ่ง และบังเอิญเดินผ่านหน้าบ้านของเด็กชายในวันดังกล่าวเมื่อปี 2556 โดยส่วนตัวแล้วเขาเองก็ไม่ได้ดูเหมือนซานตาคลอสอะไรนัก เว้นเพียงหนวดเครายาว ๆ สีขาวนี้ที่น่าจะทำให้เด็กชายเข้าใจผิด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อาจปล่อยให้ความฝันของเด็กที่เรียกเขาว่าลุงซานต้าต้องจบลง นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาเดินกลับไปมอบเงินจำนวนเล็กน้อยแก่เด็กชาย แทนของขวัญวันคริสต์มาส
แม้ของขวัญในวันนั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่ได้เตรียมพร้อมอะไร แต่เขาย่อมไม่พลาดที่จะเตรียมของขวัญจริง ๆ มามอบให้เด็กชายในวันคริสต์มาสทุกปีหลังจากนั้น ซึ่งนอกจากฮุสเซนจะมีของขวัญให้เด็กชายอัลฟี่แล้ว เขาก็ยังไม่ลืมเตรียมของขวัญไว้ให้ ฮาร์ลีย์ พี่สาวของอัลฟี่ ด้วย
ด้าน เทรซี่ แอชฟอร์ด-โรส แม่ของเด็ก ๆ เผยว่า ชายใจดีคนนี้ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในวันคริสต์มาสของครอบครัวเธอไปแล้ว และมันคงไม่มีวันเหมือนเดิมหากไม่มีลุงซานต้าตัวจริงคนนี้ของอัลฟี่ ซึ่งนับจากวันที่ครอบครัวของเธอได้รู้จักกับชายคนนี้ เขาก็ยังแวะเวียนมาหาเด็ก ๆ เรื่อย ๆ ในทุกปี นอกจากเขาจะนำของขวัญมาให้เด็ก ๆ ในวันคริสต์มาสแล้ว แม้แต่วันเกิดของอัลฟี่และฮาร์ลีย์ เขาก็ยังเดินทางมาร่วมงานวันเกิดและมอบของขวัญแก่เด็ก ๆ ด้วย โดยไม่พลาดแม้แต่ปีเดียว
จนถึงตอนนี้ครอบครัวของเธอก็ยังแลกเปลี่ยนของขวัญกับฮุสเซนในวันคริสต์มาส ซึ่งสิ่งที่ฮุสเซนทำนั้นก็น่ารักมาก เขาจับมืออัลฟี่และก็กอดเขาไว้อย่างอบอุ่น เขานำพาความสุขมาให้ลูกชายของเธออย่างแท้จริง
ขณะที่ อะแมนด้า เทย์เลอร์ เพอร์เชส เพื่อนบ้านของอัลฟี่ เผยว่า สำหรับเธอแล้วมันเป็นเรื่องที่น่าอบอุ่นใจอย่างมาก แม้ว่าชายคนนี้จะไม่ได้เชื่อในเรื่องของซานตาคลอส ไม่ได้มีหน้าตาหรือชุดที่ดูเหมือนซานตาคลอสในจินตนาการ แต่เขาก็ยังยินดีเดินทางมามอบของขวัญแก่เด็กชายสม่ำเสมอ เขาดูเป็นมิตร และจิตใจดี การที่ชายคนหนึ่งเลือกจะกลับมาที่บ้านหลังหนึ่งในทุก ๆ ปีและไม่เคยลืมวันเกิดเด็ก ๆ แถมยังเตรียมของขวัญให้พี่สาวของอัลฟี่ด้วย มันเป็นอะไรที่น่ารักมาก ๆ
ทั้งนี้หลังจากที่เรื่องราวดังกล่าวถูกนำมาบอกเล่าผ่านทางกลุ่มเฟซบุ๊กในชุมชนดังกล่าว มันก็ได้สร้างความประทับใจแก่ชาวเมืองอย่างมาก หลายคนยังเผยด้วยว่าพวกเขาอยากจะร่วมมอบของขวัญแก่ลุงซานต้าตัวจริงคนนี้ด้วยเช่นกัน
Tuesday, December 3, 2019
แมวเสี่ยวปี้สิ้นท่า ผสมพันธุ์แมวสาว 5 ตัวรวด จนหมดสภาพ นอนแผ่ไร้เรี่ยวแรง
ภาพจาก candymush.com
แมวหนุ่มหมดสภาพ หลังหลุดจากกรงขณะนอนโรงแรมแมว ตระเวนผสมพันธุ์ตัวเมีย 5 ตัวรวด ในคืนเดียว จนไร้เรี่ยวแรง เจ้าของต้องหอบไปให้น้ำเกลือ เผยล่าสุดฟื้นแล้ว หายฟ้าเหลือง
เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า ฟ้าเหลือง กันมาบ้าง ซึ่งมักจะใช้ในเชิง 18+ ประมาณว่าทำ "กิจกรรม" อะไรบางอย่าง ติดต่อกันนานเกินไปจนอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมด และนั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะล่าสุด โมเมนต์แบบนี้ได้เกิดขึ้นกับแมวหนุ่มตัวหนึ่งในจีน ซึ่งวีรกรรมเด็ดดวงของมันได้กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากบนสังคมออนไลน์ สร้างความฮาแก่เหล่าชาวเน็ตเป็นอย่างมาก
พี่แมวหนุ่มเจ้าชู้ตัวนี้ได้จัดหนักจัดเต็มในอย่างว่า หนักมากชนิดที่หมดแรงคอพับคออ่อน เรียกได้ว่าทั้งฟ้าเหลืองและคางเหลือง เกือบตายกันเลยทีเดียว
จากการรายงานของเว็บไซต์มิเรอร์ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2562 โดยยอดแมวดังกล่าวมีชื่อว่า เสี่ยวปี้ เป็นเจ้าเหมียวพันธุ์รัสเซียนบลู อาศัยอยู่ในมณฑลกว้างตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ในช่วงก่อนเกิดเหตุ สามีภรรยาที่เป็นเจ้าของเสี่ยวปี้ มีความจำเป็นต้องพามันไปฝากไว้ที่โรงแรมสัตว์ (pet hotel) แห่งหนึ่ง พร้อมแจ้งให้ทราบว่ามันยังไม่ได้ถูกทำหมัน และคาดหวังว่าทางเจ้าหน้าที่จะดูแลมันเป็นอย่างดี ล็อกกรงของมันให้เรียบร้อย แต่ก็เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น
ภาพจาก candymush.com
เจ้าของเล่าว่า เมื่อพวกเขาเดินทางไปรับตัวเสี่ยวปี้ในวันรุ่งขึ้น ก็พบว่าแมวสุดที่รักอยู่ในสภาพอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง ทำให้พวกเขาประหลาดใจมาก และเมื่อเปิดดูภาพในกล้องวงจรปิด ความจริงทุกอย่างก็เปิดเผย โดยทางโรงแรมไม่ได้ให้อาหารให้เสี่ยวปี้มากพอจนมันอิ่มท้อง และพนักงานก็ไม่ได้ล็อกกรงแมวอย่างแน่นหนาพอ จนปล่อยให้แมวเดินเพ่นพ่านไปทั่ว
และในคืนนั้นเอง เสี่ยวปี้ได้แหกกรงของมันออกไป และได้ตระเวนไปกินตับแมวสาวตัวอื่น ๆ อย่างจัดเต็ม รายงานระบุว่า มันผสมพันธุ์กับแมวตัวเมียในโรงแรมอย่างน้อย 5 ตัว และเมื่อเสร็จกิจ มันก็หมดสภาพ ไม่สามารถลุกขึ้นมาเดินได้เลย แน่นอนว่าเจ้าของไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ทางโรงแรมกลับโบ้ยความผิดมาให้ กล่าวหาว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดของเสี่ยวปี้ และมันทำให้เจ้าของแมวตัวอื่น ๆ เดือดร้อน เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าแมวตัวเมียของตนจะถูกผสมพันธุ์
เจ้าของเสี่ยวปี้จึงโพสต์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนสังคมออนไลน์ จวกการกระทำของทางโรงแรมว่าไร้ความเป็นมืออาชีพในการดูแลสัตว์ จนเสี่ยวปี้ออกไปทำกิจกรรมทางเพศจนสภาพร่อแร่ พวกเขาต้องพามันไปโรงพยาบาลสัตว์ และเสี่ยวปี้ก็ต้องนอนให้น้ำเกลือ ซึ่งหลังจากที่เรื่องนี้ตกเป็นข่าว ทางเจ้าของโรงแรงก็ได้ติดต่อเข้ามาขอโทษเจ้าของเสี่ยวปี้แล้ว พร้อมกับจ่ายเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลให้เสี่ยวปี้
ภาพจาก candymush.com
โรงแรมยังระบุอีกว่า หากแมวตัวเมียที่ผ่านการผสมพันธุ์กับเสี่ยวปี้ แล้วตั้งท้องขึ้นมา ทางโรงแรมจะจ่ายเงิน 500 หยวน หรือประมาณ 2,130 บาท เป็นค่าเสียหาย และหากเจ้าของไม่ประสงค์ที่จะเลี้ยงลูกแมว ทางโรงแรมยินดีเป็นคนกลางในการขายลูกแมวให้ ทางด้านเจ้าของแมวตัวเมียเหล่านี้ ก็ได้พูดคุยกับเจ้าของเสี่ยวปี้แล้ว ซึ่งหากแมวตั้งท้อง พวกเขาอาจจะยกลูกแมวให้ หรือไม่ก็แลกเปลี่ยนเป็นเงิน 1,000 หยวน หรือประมาณ 4,260 บาท
ล่าสุด เสี่ยวปี้อาการดีขึ้น ฟื้นตัว และสามารถกลับบ้านได้แล้ว
https://pet.kapook.com/view215547.html
แมวหนุ่มหมดสภาพ หลังหลุดจากกรงขณะนอนโรงแรมแมว ตระเวนผสมพันธุ์ตัวเมีย 5 ตัวรวด ในคืนเดียว จนไร้เรี่ยวแรง เจ้าของต้องหอบไปให้น้ำเกลือ เผยล่าสุดฟื้นแล้ว หายฟ้าเหลือง
เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า ฟ้าเหลือง กันมาบ้าง ซึ่งมักจะใช้ในเชิง 18+ ประมาณว่าทำ "กิจกรรม" อะไรบางอย่าง ติดต่อกันนานเกินไปจนอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมด และนั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะล่าสุด โมเมนต์แบบนี้ได้เกิดขึ้นกับแมวหนุ่มตัวหนึ่งในจีน ซึ่งวีรกรรมเด็ดดวงของมันได้กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากบนสังคมออนไลน์ สร้างความฮาแก่เหล่าชาวเน็ตเป็นอย่างมาก
พี่แมวหนุ่มเจ้าชู้ตัวนี้ได้จัดหนักจัดเต็มในอย่างว่า หนักมากชนิดที่หมดแรงคอพับคออ่อน เรียกได้ว่าทั้งฟ้าเหลืองและคางเหลือง เกือบตายกันเลยทีเดียว
จากการรายงานของเว็บไซต์มิเรอร์ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2562 โดยยอดแมวดังกล่าวมีชื่อว่า เสี่ยวปี้ เป็นเจ้าเหมียวพันธุ์รัสเซียนบลู อาศัยอยู่ในมณฑลกว้างตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ในช่วงก่อนเกิดเหตุ สามีภรรยาที่เป็นเจ้าของเสี่ยวปี้ มีความจำเป็นต้องพามันไปฝากไว้ที่โรงแรมสัตว์ (pet hotel) แห่งหนึ่ง พร้อมแจ้งให้ทราบว่ามันยังไม่ได้ถูกทำหมัน และคาดหวังว่าทางเจ้าหน้าที่จะดูแลมันเป็นอย่างดี ล็อกกรงของมันให้เรียบร้อย แต่ก็เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น
ภาพจาก candymush.com
เจ้าของเล่าว่า เมื่อพวกเขาเดินทางไปรับตัวเสี่ยวปี้ในวันรุ่งขึ้น ก็พบว่าแมวสุดที่รักอยู่ในสภาพอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง ทำให้พวกเขาประหลาดใจมาก และเมื่อเปิดดูภาพในกล้องวงจรปิด ความจริงทุกอย่างก็เปิดเผย โดยทางโรงแรมไม่ได้ให้อาหารให้เสี่ยวปี้มากพอจนมันอิ่มท้อง และพนักงานก็ไม่ได้ล็อกกรงแมวอย่างแน่นหนาพอ จนปล่อยให้แมวเดินเพ่นพ่านไปทั่ว
และในคืนนั้นเอง เสี่ยวปี้ได้แหกกรงของมันออกไป และได้ตระเวนไปกินตับแมวสาวตัวอื่น ๆ อย่างจัดเต็ม รายงานระบุว่า มันผสมพันธุ์กับแมวตัวเมียในโรงแรมอย่างน้อย 5 ตัว และเมื่อเสร็จกิจ มันก็หมดสภาพ ไม่สามารถลุกขึ้นมาเดินได้เลย แน่นอนว่าเจ้าของไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ทางโรงแรมกลับโบ้ยความผิดมาให้ กล่าวหาว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดของเสี่ยวปี้ และมันทำให้เจ้าของแมวตัวอื่น ๆ เดือดร้อน เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าแมวตัวเมียของตนจะถูกผสมพันธุ์
เจ้าของเสี่ยวปี้จึงโพสต์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนสังคมออนไลน์ จวกการกระทำของทางโรงแรมว่าไร้ความเป็นมืออาชีพในการดูแลสัตว์ จนเสี่ยวปี้ออกไปทำกิจกรรมทางเพศจนสภาพร่อแร่ พวกเขาต้องพามันไปโรงพยาบาลสัตว์ และเสี่ยวปี้ก็ต้องนอนให้น้ำเกลือ ซึ่งหลังจากที่เรื่องนี้ตกเป็นข่าว ทางเจ้าของโรงแรงก็ได้ติดต่อเข้ามาขอโทษเจ้าของเสี่ยวปี้แล้ว พร้อมกับจ่ายเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลให้เสี่ยวปี้
ภาพจาก candymush.com
โรงแรมยังระบุอีกว่า หากแมวตัวเมียที่ผ่านการผสมพันธุ์กับเสี่ยวปี้ แล้วตั้งท้องขึ้นมา ทางโรงแรมจะจ่ายเงิน 500 หยวน หรือประมาณ 2,130 บาท เป็นค่าเสียหาย และหากเจ้าของไม่ประสงค์ที่จะเลี้ยงลูกแมว ทางโรงแรมยินดีเป็นคนกลางในการขายลูกแมวให้ ทางด้านเจ้าของแมวตัวเมียเหล่านี้ ก็ได้พูดคุยกับเจ้าของเสี่ยวปี้แล้ว ซึ่งหากแมวตั้งท้อง พวกเขาอาจจะยกลูกแมวให้ หรือไม่ก็แลกเปลี่ยนเป็นเงิน 1,000 หยวน หรือประมาณ 4,260 บาท
ล่าสุด เสี่ยวปี้อาการดีขึ้น ฟื้นตัว และสามารถกลับบ้านได้แล้ว
https://pet.kapook.com/view215547.html
Sunday, December 1, 2019
รู้จักกับเมืองที่การตายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ต้องออกนอกเมืองก่อนถึงวาระสุดท้าย
ภาพจาก Fredy Thuerig / Shutterstock.com
รู้จักกับ ลองเยียร์เบียน ดินแดนอันหนาวเหน็บตอนเหนือของนอร์เวย์ ที่การตายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ต้องออกนอกเมืองก่อนถึงวาระสุดท้าย เพื่อไม่ให้มีการฝังศพในเมือง
การตายนั้นถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่ไม่มีใครหนีพ้น ไม่ว่าที่ใดก็ตามบนโลกย่อมต้องมีการตายเกิดขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นกลับมีสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งการตายได้กลายมาเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย นั่นก็คือ เมืองลองเยียร์เบียน (Longyearbyen) แห่งเกาะสฟาลบาร์ ดินแดนขั้วโลกอันหนาวเหน็บ ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศนอร์เวย์
แน่นอนว่าการออกกฎหมายแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้ผู้คนในเมืองอยู่ยงคงกระพัน การตายของผู้คนที่เมืองแห่งนี้ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ในวาระสุดท้ายของชีวิตพวกเขาจำต้องเดินทางออกไปยังนอกเมืองเสียก่อน ไม่สามารถลาโลกได้ขณะอยู่ในเมืองแห่งนี้ แน่นอนว่าการออกกฎหมายแต่ละข้อนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่มันมีเหตุผลที่สำคัญที่อธิบายได้ว่าเพราะเหตุใด จึงไม่อนุญาตให้มีการตายเกิดขึ้นในเมือง
โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ ladbible.com ซึ่งได้หยิบยกเรื่องราวของเมืองลองเยียร์เบียน มานำเสนอเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 เปิดเผยว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องมาจากเมืองแห่งนี้ ตั้งอยู่ในเขตอาร์กติก เซอร์เคิล (Arctic Circle) หรือพื้นที่ในวงกลมละติจูดที่อยู่เหนือสุดของโลก ทำให้สภาพภูมิอากาศในเมืองนั้นมีความหนาวเย็นระดับเยือกแข็ง ไม่ว่าบนดินหรือใต้ผืนดินต่างก็หนาวเหน็บจนถูกแช่แข็งได้ไม่ยาก
ภาพจาก Fredy Thuerig / Shutterstock.com
ด้วยความหนาวเหน็บสุดขั้วเช่นนี้เอง ทำให้ศพของชาวเมืองที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินนั้น ถูกแช่แข็งให้คงสภาพอยู่เช่นนั้น ไม่ย่อยสลายไปตามกาลเวลาดังศพที่ถูกฝังในพื้นที่อื่น ๆ ทำให้พื้นที่ที่จะใช้ในการฝังศพนั้นมีจำกัด อีกทั้งเหตุผลสำคัญที่สุดในการออกกฎหมายห้ามเสียชีวิตในเมือง คือเพื่อป้องกันการระบาดของโรค เนื่องจากเชื้อโรคใดก็ตามที่อยู่ภายในศพซึ่งถูกแช่แข็ง จะถูกทำให้คงสภาพไม่สลายไปด้วยเช่นกัน
ย้อนกลับไปในปี 2461 โลกเกิดการระบาดครั้งใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งคร่าชีวิตคนบนโลกไปถึง 50-100 ล้านชีวิต ซึ่งในครั้งนั้นได้มีคนของเมืองลองเยียร์เบียน เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวถึง 11 คน ศพของพวกเขาเหล่านี้ได้ถูกฝังไว้ใต้ดินของเมือง
กระทั่งเวลาผ่านไปในปี 2493 ชาวเมืองจึงได้พบความจริงว่าศพที่ฝังอยู่ใต้ดินนั้นไม่เน่าสลาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนกฎหมายไม่ให้มีการตายเกิดขึ้นภายในเมืองแห่งนี้ เพื่อไม่ให้มีใครถูกฝังในเมืองอีก ป้องกันการเกิดโรคระบาดขึ้น
นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์หนึ่งที่ตอกย้ำถึงความเป็นจริงเรื่องที่เชื้อโรคต่าง ๆ จะยังถูกเก็บรักษาอยู่ภายในตัวศพ โดยในปี 2533 ได้มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่เข้ามาศึกษาเรื่องผู้เสียชีวิตบนเกาะ ซึ่งครั้งนั้นพวกเขาได้ขุดศพหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุไข้หวัดใหญ่ระบาดขึ้นมา และแล้วเชื้อไวรัสก็ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ในกลุ่มนั้นรายหนึ่งเสียชีวิต
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก dailymail.co.uk
https://hilight.kapook.com/view/171536
รู้จักกับ ลองเยียร์เบียน ดินแดนอันหนาวเหน็บตอนเหนือของนอร์เวย์ ที่การตายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ต้องออกนอกเมืองก่อนถึงวาระสุดท้าย เพื่อไม่ให้มีการฝังศพในเมือง
การตายนั้นถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่ไม่มีใครหนีพ้น ไม่ว่าที่ใดก็ตามบนโลกย่อมต้องมีการตายเกิดขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นกลับมีสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งการตายได้กลายมาเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย นั่นก็คือ เมืองลองเยียร์เบียน (Longyearbyen) แห่งเกาะสฟาลบาร์ ดินแดนขั้วโลกอันหนาวเหน็บ ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศนอร์เวย์
แน่นอนว่าการออกกฎหมายแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้ผู้คนในเมืองอยู่ยงคงกระพัน การตายของผู้คนที่เมืองแห่งนี้ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ในวาระสุดท้ายของชีวิตพวกเขาจำต้องเดินทางออกไปยังนอกเมืองเสียก่อน ไม่สามารถลาโลกได้ขณะอยู่ในเมืองแห่งนี้ แน่นอนว่าการออกกฎหมายแต่ละข้อนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่มันมีเหตุผลที่สำคัญที่อธิบายได้ว่าเพราะเหตุใด จึงไม่อนุญาตให้มีการตายเกิดขึ้นในเมือง
โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ ladbible.com ซึ่งได้หยิบยกเรื่องราวของเมืองลองเยียร์เบียน มานำเสนอเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 เปิดเผยว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องมาจากเมืองแห่งนี้ ตั้งอยู่ในเขตอาร์กติก เซอร์เคิล (Arctic Circle) หรือพื้นที่ในวงกลมละติจูดที่อยู่เหนือสุดของโลก ทำให้สภาพภูมิอากาศในเมืองนั้นมีความหนาวเย็นระดับเยือกแข็ง ไม่ว่าบนดินหรือใต้ผืนดินต่างก็หนาวเหน็บจนถูกแช่แข็งได้ไม่ยาก
ภาพจาก Fredy Thuerig / Shutterstock.com
ด้วยความหนาวเหน็บสุดขั้วเช่นนี้เอง ทำให้ศพของชาวเมืองที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินนั้น ถูกแช่แข็งให้คงสภาพอยู่เช่นนั้น ไม่ย่อยสลายไปตามกาลเวลาดังศพที่ถูกฝังในพื้นที่อื่น ๆ ทำให้พื้นที่ที่จะใช้ในการฝังศพนั้นมีจำกัด อีกทั้งเหตุผลสำคัญที่สุดในการออกกฎหมายห้ามเสียชีวิตในเมือง คือเพื่อป้องกันการระบาดของโรค เนื่องจากเชื้อโรคใดก็ตามที่อยู่ภายในศพซึ่งถูกแช่แข็ง จะถูกทำให้คงสภาพไม่สลายไปด้วยเช่นกัน
ย้อนกลับไปในปี 2461 โลกเกิดการระบาดครั้งใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งคร่าชีวิตคนบนโลกไปถึง 50-100 ล้านชีวิต ซึ่งในครั้งนั้นได้มีคนของเมืองลองเยียร์เบียน เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวถึง 11 คน ศพของพวกเขาเหล่านี้ได้ถูกฝังไว้ใต้ดินของเมือง
กระทั่งเวลาผ่านไปในปี 2493 ชาวเมืองจึงได้พบความจริงว่าศพที่ฝังอยู่ใต้ดินนั้นไม่เน่าสลาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนกฎหมายไม่ให้มีการตายเกิดขึ้นภายในเมืองแห่งนี้ เพื่อไม่ให้มีใครถูกฝังในเมืองอีก ป้องกันการเกิดโรคระบาดขึ้น
นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์หนึ่งที่ตอกย้ำถึงความเป็นจริงเรื่องที่เชื้อโรคต่าง ๆ จะยังถูกเก็บรักษาอยู่ภายในตัวศพ โดยในปี 2533 ได้มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่เข้ามาศึกษาเรื่องผู้เสียชีวิตบนเกาะ ซึ่งครั้งนั้นพวกเขาได้ขุดศพหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุไข้หวัดใหญ่ระบาดขึ้นมา และแล้วเชื้อไวรัสก็ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ในกลุ่มนั้นรายหนึ่งเสียชีวิต
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก dailymail.co.uk
https://hilight.kapook.com/view/171536
Subscribe to:
Posts (Atom)





















